ตลาดใหญ่โดยรวมยังไม่พ้นขีดอันตราย
กลยุทธ์การลงทุนวันนี้ : คาดกรอบดัชนี 1,814-1,834 จุด ปัจจัยสำคัญวันนี้ ตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ด้วยความวิตกกังวลว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ คาดว่าทำให้กระทบการลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกในทางลบด้วย นักลงทุนควรหาปัจจัยบวกเฉพาะตัวหรือเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเพื่อการลงทุนในรอบนี้ ได้แก่ 1.ราคาข้าวที่ปรับตัวดีขึ้น ทำให้อำนาจซื้อของเกษตรกรดีขึ้น ส่งผลบวกต่อธุรกิจเช่าซื้อ และบริการสินเชื่อเฉพาะทาง เราชอบ TK, MTLS, GCAP, SINGER 2.ธุรกิจปิโตรเคมียังไปได้สวย โดยเฉพาะธุรกิจปลายน้ำประเภทฟิล์ม ทั้ง BOPP, BOPET และ BOPA โดยเฉพาะสเปรดของ BOPET ที่เริ่มขยับกว้างขึ้นในช่วงนี้มายืนเหนือ 500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน จากช่วงไตรมาส 4/60 ที่ระดับ 400-500 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แนะนำซื้อ AJ (ปิด 14.50 บาท; ซื้อ; AWS TP 19.50 บาท) และ PTL (ปิด 14.90 บาท; NR; Consesus NR) และ 3.ข่าวดีจาก TTCL ที่ได้อนุมัติการเพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Ahloneในเมียนมาร์ เพิ่มอีก 356MW 4.อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ผู้ได้ประโยชน์ ได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ และบริษัทประกันฯ 4.DTAC(ปิด 50.25 บาท; ซื้อ; AWS TP 53 บาท) ประกาศผลการดำเนินงานปี 2560 เริ่มเห็นกำไรพลิกกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 4/60 ทั้งนี้ปัจจัยบวกเป็นปัจจัยย่อย คงไม่สามารถหักล้างกับปัจจัยลบเรื่องราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงและเป็นผลลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานได้ จึงคาดว่า SET ปรับตัวลงต่อหรือ Sideways ในวันนี้
หุ้นเด่นวันนี้: KBANK (ปิด 234.00 บาท; ซื้อ;AWS TP 263.00 บาท)
- เรามีมุมมองเชิงบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์และแนวโน้มการปล่อยสินเชื่อของ KBANK ในปี 2561 โดยธนาคารยืนยันว่าสัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อเฉลี่ย (Credit cost) ได้แตะระดับสูงสุดไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 และอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ในปีนี้จะไม่กระโดดขึ้นอย่างไม่คาดคิด เนื่องจากอัตราการไหลเข้าของ NPL เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เราคาดสินเชื่อจะเติบโต 7% นับเป็นระดับการเติบโตเร็วที่สุดในรอบ 5 ปี หนุนโดยเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งออกที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เราคาดการณ์ EPS ปี 2561 ของ KBANK จะปรับตัวขึ้น 3% ฟื้นตัวจากปี 2560 ที่ -14.5%
- Price Pattern ของ KBANK ยังคงมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Weekly & Monthly Buy Signal รอเพียงการกลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ก็จะทำให้ Price Pattern ของ KBANK กลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างเต็มตัว โดยหาก Price Pattern ของ KBANK สามารถปิดตลาดเหนือ 238 บาทได้สำเร็จ ก็จะทำให้กลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ KBANK ยังคงบ่งบอกถึงการทำ New High โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 250 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 278 บาท ตามลำดับ (Resistance: 235.00, 236.00, 238.00; Support: 233.00, 232.00, 230.00)
ปัจจัยในประเทศ:
- ครม. เห็นชอบปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 5-22 บาท ซึ่งจะมีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นไป นอกจากนี้ ได้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือ SME ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เช่น มาตรการภาษีซึ่งอนุญาตให้ SME สามารถนำค่าใช้จ่ายแรงงานมาหักลดหย่อนภาษีได้ 15 เท่า จากเดิมที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า (บางกอกโพสต์)
- ฟิทช์ เรทติ้งส์คาดหนี้เสียธนาคารไทยลดลงในปีนี้ หนุนโดยสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ฟิทซ์ได้ปรับมุมมองกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปี 2561 เป็น “มีเสถียรภาพ” จากมุมมองในปี 2560 ที่ “ลบ” (บางกอกโพสต์) ความเห็น: เราคาดการณ์อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ของกลุ่มธนาคารจะลดลงเช่นกันในปีนี้เป็น 03% จากปีก่อนหน้าที่ 3.15%
- BBL (ปิด 207 บาท; ซื้อ; AWS TP 234 บาท)เผยเป้าหมายทางการเงินปี 2561 โดยธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อจะเติบโต 5-6% และคาดอัตราส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิและ NPL ratio จะอยู่ใกล้เคียงกับระดับในปี 2560 ที่ 25% และ 3.90% ตามลำดับ (BBL) ความเห็น: เป้าการเติบโตของสินเชื่อที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560 ที่ 3.2% และการคาดการณ์ NPL ratio ที่เริ่มนิ่ง บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นของ BBL ที่มีมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย เบื้องต้น เราคาดการณ์ EPS ปี 2561 จะเติบโต 13.8% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2560 ที่ 3.8% แต่เราจะรอฟังจากผู้บริหารเพิ่มเติมในงานประชุมนักวิเคราะห์วันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะตัวเลขการตั้งสำรอง
- DTAC รายงานกำไรสุทธิในปี 2560 ที่ 2,115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น1.41YoY สูงกว่าประมาณการของเรา 9% ส่วน EBITDA อยู่ที่ 30,438 ล้านบาท สูงขึ้น 16.2% YoYโดยจำนวนผู้ใช้ Prepaid ลดลง 560,000 รายใน 4Q60 ขณะที่ Post Paid เพิ่มขึ้น 115,000 ราย นอกจากนี้รายได้ Voice ของ DTAC ลดลง 32% YoYสวนทางกับรายได้ Data ที่เพิ่มขึ้น 22% YoYทั้งนี้การประมูลคลื่นครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างรายได้ของบริษัทในอนาคต โดยเราได้คาดการณ์ว่า DTAC จะสามารถชนะการประมูลคลื่น 1800 MHz จำนวน Bandwidth 15 MHz มาได้ 1 ใบ แต่ DTAC ต้องลงทุนขยายเสาเพิ่มเติมเป็นจำนวนมากเนื่องจากคลื่นที่ได้เป็นคลื่นความถี่สูงแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 53 บาทประกาศปันผล 0.24 บาท XD 15 กพ. 61
- PSTC: จากการเยี่ยมชมบริษัท (Company Visit) คาดว่าบริษัทมีรายได้และผลประกอบการในปี 2561 นี้เติบโตโดดเด่น ทั้งจากธุรกิจพลังงานไฟฟ้าทดแทนที่จะมีกำลังการเพิ่มเข้ามาอีก 10 MW รวมเป็น 2 MW เพิ่มขึ้น 34% ในส่วนของธุรกิจขายส่งก๊าซธรรมชาตินั้น บริษัท บิ๊กแก๊ส เทคโนโลยี (BGT) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ซื้อกิจการเข้ามาปลายปี 2560 ในสัดส่วน 51% คาดว่าจะสร้างรายได้ปี 2561 ประมาณ 2,400 ล้านบาท เติบโตกว่า 100% ทั้งจากลูกค้าเก่าและกลุ่มบริษัทเบียร์ช้างที่มีศักยภาพเป็นลูกค้าใหม่ นอกจากนี้ BGT ยังมีโครงการ Thai Pipeline Network (TPN) สำหรับส่งน้ำมันไปยังจังหวัดขอนแก่น ระยะเวลาก่อสร้าง (2561-2564) คาดให้ผลตอบแทน (IRR) ประมาณ 13% ที่จะช่วยสร้างรายได้ในอนาคตอีกปีละประมาณ 1,400 ล้านบาท
- JMART นำเสนอแผนธุรกิจสินเชื่อแบบดิจิทัลบนเทคโนโลยีบล็อกเชน 3 ปี (2561-2563) ด้วยการระดมทุนดิจิทัล โทเคน เจฟิน คอยน์ 100 ล้านเหรียญ หรือมีเงินระดมทุน 660 ล้านบาท จากราคาขายโทเคน 6 บาท/เหรียญ เพื่อนำเงินไปพัฒนาระบบกู้ยืมเงินแบบดิจิทัลบนบล็อกเชน (โพสต์ทูเดย์) ความเห็น: ส่งผลบวกกับ JMART ที่ได้เงินทุนด้วยต้นทุนที่ถูกลงกว่าการกู้ยืมเงินธนาคาร
- TTCL (ปิด 20.10 บาท, “ซื้อ”, AWS TP 25.00 บาท)ลงนามหนังสือเพื่อทำโครงการขยายกำลังการผลิต (Notice To Proceed - NTP) โรงไฟฟ้า Ahloneขนาด 356 MW เขตย่างกุ้ง ในเมียนมา มูลค่าโครงการ 12 หมื่นลบ. กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าและพลังงานสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าเป็นเชื้อเพลิง อายุสัมปทาน 30 ปี กำหนดวันเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ภายใน 28 เดือนนับจากวันที่ลงนามใน NTP
ตลาดต่างประเทศ:
- ตลาดหุ้นสหรัฐฯ:ตลาดหุ้นปิดร่วงลงอย่างหนัก หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มธุรกิจดูแลสุขภาพ และกลุ่มพลังงาน หุ้นแอปเปิลร่วงหลังมีข่าวเตรียมปรับลดเป้าการผลิต iPhone X สำหรับไตรมาสแรกในปีนี้ลงครึ่งหนึ่ง เนื่องจากยอดขายที่ต่ำกว่าคาดการณ์ในยุโรป สหรัฐ และจีน ความเห็น: ทิศทางดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นธนาคารพาณิชย์ ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ROI ของธุรกิจลงทุนของบริษัทประกันภัยและประกันชีวิตปรับตัวสูงขึ้น เป็นประเด็นบวกต่อธุรกิจประกันภัย เช่น BLA, BKI อย่างไรก็ตามเรายังไม่ได้วิเคราะห์หุ้นกลุ่มประกันฯเราจึงแนะนำซื้อเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ เด่นที่ KBANK
- ตลาดหุ้นยุโรป:ปิดร่วงเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืม และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มเหมืองแร่
สินค้าโภคภัณฑ์:
- ราคาน้ำมันดิบ: น้ำมัน WTI ร่วงลง 06 ดอลลาร์ หรือ 1.5% ปิดที่ 64.50 ดอลลาร์/บาร์เรล; เบรนท์ ลดลง 44 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 69.02 ดอลลาร์/บาร์เรลเนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยกดดันจากเบเกอร์ ฮิวจ์ เปิดเผยว่า จำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน เพิ่มขึ้น 12 แท่น สู่ระดับ 759 แท่นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ย.60 และเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.60 นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากรายงานของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ซึ่งระบุว่า สหรัฐมีแนวโน้มครองอันดับประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลกในปีนี้ โดยแซงหน้ารัสเซีย ขณะที่สหรัฐสามารถผลิตน้ำมันเทียบเท่ากับซาอุดิอาระเบียแล้ว ที่ระดับ 9.9 ล้านบาร์เรล/วัน
- ราคาทองคำ:ลดลง 5.1 ดอลลาร์ หรือ 0.38% ปิดที่ 1,340.00 ดอลลาร์/ออนซ์ เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ดัชนีค่าระวางเรือ BDI:ปิดวันทำการล่าสุดที่ 1,191.00 จุด ลดลง 00 จุด








