วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เบื้องลึก 'ทุนนอก' ทะลักไทย ต่างชาติจับตา ‘บิดเบือนค่าเงิน’

ไม่มีใครคาดคิดว่าเปิดศักราชใหม่ปี 2561 เป็นต้นมา เงินบาทจะยัง “แข็งค่าต่อเนื่อง” และ “แข็งเร็ว” เมื่อเทียบกับในอดีต

เพราะปลายปีที่ผ่านมา เชื่อกันว่าเมื่อสหรัฐผ่านมาตรการปฎิรูปภาษีครั้งใหญ่ บวกกับธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) เตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับสหรัฐ กดดันให้เงินดอลลาร์แข็งค่า เงินบาทก็ควรจะอ่อนค่าลง

ทว่า ตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นมา กลับกลายเป็นว่า เงินดอลลาร์อ่อนลงต่อเนื่อง เงินบาทก็เลยแข็งค่าขึ้น และดูเหมือนจะแข็งเร็วกว่าสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตร(บอนด์) ไทยจำนวนมาก โดยนับจากต้นปีถึงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา(12ม.ค.) หรือราว 8 วันทำการ นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดบอนด์ไทยถึง 6.8 หมื่นล้านบาท

เงินต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดบอนด์ไทย บวกกับการอ่อนลงของเงินดอลลาร์ ทำให้เงินบาท “แข็งค่าเร็ว” กว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์เอาไว้ ล่าสุด(12ม.ค.) เงินบาทปิดตลาดที่ 31.94 บาทต่อดอลลาร์ เป็นระดับแข็งสุดรอบเกือบ 40 เดือน

การเข้ามาของเงินทุนต่างชาติในตลาดบอนด์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชียมีทิศทางดีขึ้น จึงมีเงินไหลเข้ามาในภูมิภาค

แต่ที่สำคัญคือ ช่วงต้นปีมี “บทวิเคราะห์” เกี่ยวกับสถานการณ์ “ค่าเงินบาท” จากสื่อต่างประเทศ โดยอ้างบทวิเคราะห์ของ “แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ” ที่ระบุว่า “ไทย” และ “อินเดีย” มีความเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ใน “บัญชีประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน” โดยกระทรวงการคลังสหรัฐ

แบงก์ ออฟ โตเกียว มิตซูบิชิ ระบุว่า ไทยและอินเดีย ต่างเป็นประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศ “เพิ่มขึ้นสูงสุด” ในแง่ของเปอร์เซนต์การเติบโต ซึ่งเป็นหลักฐานว่าทั้ง 2 ประเทศ ได้เข้าซื้อเงินดอลลาร์เพื่อดูแลการแข็งค่าของค่าเงินตัวเอง และเมื่อเทียบกับ จีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งเป็นประเทศที่เคยถูกสหรัฐกล่าวอ้างว่า ดำเนินการปั่นค่าเงิน พบว่าประเทศเหล่านี้มีเงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า หากทั้ง 2 ประเทศ ต้องการหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกกล่าวอ้างว่ามีการบิดเบือนค่าเงินโดยสหรัฐ ทั้ง 2 ประเทศ อาจต้องยอมให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้สกุลเงินทั้ง 2 ประเทศแข็งค่าขึ้น จึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความสามารถทางด้านการแข่งขัน

“ราจีฟ เด เมลโล” หัวหน้าฝ่ายสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่เอเชีย จากชโรเดอร์ อินเวสตเมนท์ แมเนจเมนท์ ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า ไทยและอินเดีย อาจปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวอย่างอิสระมากขึ้น และอาจทำให้สกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นตามไปด้วยในปีนี้

เป็นความ “บังเอิญ” หรือไม่..ไม่มีใครรู้ เพราะหลัง “บทวิเคราะห์” นี้ปรากฎออกไป พบว่า เงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยต่อเนื่อง เป้าประสงค์ไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนจากการลงทุน(บอนด์ยิลด์) แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของ “เงินบาท” ที่อาจสร้างกำไรได้อย่ามหาศาล โดยเชื่อว่าทางการไทย “ไม่กล้า” เข้ามาดูแลค่าเงินอย่างเต็มที่ เพราะเกรงว่าจะติดอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐ

ด้วยเหตุนี้ทำให้ “รัฐบาล” นำโดย “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” รองนายกรัฐมนตรี ต้องออกมา “แอ็กชั่น” เต็มที่ โดยระบุว่า การเข้าดูแลค่าเงินบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ไม่ใช่เป็นการ “แทรกแซง” แต่เป็นการ “ดูแล” เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน และที่ผ่านมา ธปท. ไม่ได้เข้าดูแลเงินบาทนานแล้ว ไม่เช่นนั้น เงินบาทคงไม่แข็งค่าขึ้นมาระดับนี้

ขณะเดียวกัน “สมคิด” ยังเดินทางไปหารือกับทีมผู้บริหาร ธปท. เพื่อกำชับให้ ธปท. ดูแลรักษาเสถียรภาพของค่าเงินอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเข้าไปอยู่ในบัญชีของประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน เพราะรองนายกรัฐมนตรีมั่นใจว่า การดูแลค่าเงินบาทเป็นเพียงการรักษาเสถียรภาพ ไม่ได้หวังผลในด้านการค้า ที่สำคัญ ไทย ไม่ใช่ “คู่ค้าหลัก” ของสหรัฐ ความเสี่ยงที่จะเข้าไปอยู่ในบัญชีประเทศที่บิดเบือนค่าเงินจึงมีน้อย

ภายหลังการไปเยือนของรองนายกรัฐมนตรี ทางแบงก์ชาติก็ออกมา “แอ็กชั่น” ตามทันที โดย “เมธี สุภาพงษ์” รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ออกแถลงการณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า ตั้งแต่ต้นปี 2561 เงินบาทแข็งค่าในทิศทางเดียวกับเงินสกุลอื่นในภูมิภาค แต่การเคลื่อนไหวค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ โดยการแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ประกอบกับมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดบอนด์ทั้งภูมิภาค

ในฝั่งของ ธปท. จะติดตามสถานการณ์ในตลาดเงินอย่างใกล้ชิด และหากค่าเงินเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินควรจนอาจกระทบต่อการปรับตัวของภาคเอกชน ธปท. ก็พร้อมทำหน้าที่ธนาคารกลางในการ “เข้าดูแล”

อย่างไรก็ตามการเข้าดูแลค่าเงินของ ธปท. นับเป็นโจทย์ที่ท้าทายเช่นกัน เพราะในปีที่ผ่านมา ธปท. ได้เข้าไปซื้อเงินดอลลาร์เก็บไว้จำนวนมาก ทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศเพิ่มถึง 18% จากระดับ 1.71 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2559 มาอยู่ที่ 2.02 แสนล้านดอลลาร์ในปลายปีที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นราว 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ อีกทั้งระดับเงินสำรองระหว่างประเทศในปัจจุบัน ยังเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วย

ส่วนโอกาสที่ไทยจะเข้าไปอยู่ในบัญชีประเทศที่บิดเบือนค่าเงินของสหรัฐหรือไม่ จะมีเกณฑ์วัดอยู่ “3 ข้อ” คือ 1.ดูว่ามีการเกินดุลบัญชีกับสหรัฐมากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีหรือไม่ 2.ดูว่าเป็นประเทศที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากกว่า 3% ของจีดีพีหรือไม่ และ 3. ดูว่าธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ เข้าแทรกแซงค่าเงินเกินกว่า 2% ของจีดีพีหรือไม่

หากดูตามเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อนี้ จะพบว่า ปัจจุบันไทยเข้าเกณฑ์อยู่ 2 ข้อ คือ เกณฑ์เรื่องดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งในปีที่ผ่านมาเราเกินดุลเทียบกับจีดีพีสูงเกือบ 10% ส่วนอีกเกณฑ์ คือ เรื่องการแทรกแซงค่าเงิน ที่สะท้อนชัดผ่านเงินสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่เกณฑ์เรื่องการเกินดุลการค้ากับสหรัฐนั้น แม้ปัจจุบันยังไม่เข้าตามเกณฑ์แต่ก็ถือว่า “เฉียดฉิว” มาก เพราะตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐราว 1.97 หมื่นล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าเกณฑ์ของสหรัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ในอนาคต หากไทยจะเข้าตามเกณฑ์ทั้ง 3 ข้อของสหรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะถูกสหรัฐขึ้นบัญชีประเทศบิดเบือนค่าเงิน เพราะ “คีย์” สำคัญที่ทำให้ไทยรอดพ้นจาก “บัญชีดำ” นี้ได้ เป็นเพราะไทย “ไม่ใช่คู่ค้าหลัก” ซึ่งคำนี้เองที่ทำให้ไทยรอดพ้นจากการกล่าวหาของสหรัฐมาโดยตลอด และทำให้รัฐบาลมั่นใจโดยขอให้ ธปท. ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินอย่างเต็มที่