วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Strategy (9 ม.ค.61)

ระวังการปรับฐาน (Beware Profit Taking)

กลยุทธ์การลงทุนวันนี้: คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีความผันผวนมากขึ้น จากการที่ทำสถิติสร้าง New High ทุกวัน นับจากเปิดทำการในปีใหม่มานี้ โดยวานนี้ขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดที่ 1,813 จุด และลงมาปิดที่ 1,792 จุด ยังมีโอกาสที่ดัขนีถอยกลับมาในระดับ1,780 จุด ก่อน โดยหุ้นที่เป็นเป้าหมายดันดัชนีขึ้นไปที่ผ่านมาคือ AOT ซึ่งเรามองว่าราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสูงเร็วกว่ากำไรรายปีที่บริษัททำได้ จึงแนะนำเพียงถือ หรือรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัวแถว 64 บาท นอกจากนี้มี BAY, MAKRO ซึ่ง Free Float ต่ำ วันนี้เราให้ความสนใจกับกลุ่มสถาบันการเงิน ที่คาดหวังจะมีอัตราการเติบโตที่ดีของกำไรอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4/60 และปี 2561 ยังไม่มีปัจจัยลบมากระทบ เลือก TISCO และ MTLS รวมถึงหุ้นในหมวดสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าจะได้รับผลบวกเรื่องอากาศหนาวเย็นในต่างประเทศ เช่น ถ่านหิน และเดินเรือ ซึ่งคาดว่ายังดีตามถ่านหินต่อไปในช่วงนี้ แนะนำ  BANPU และเก็งกำไร PSL, TTA คาดกรอบดัชนีวันนี้1,780-1,806

 

หุ้นเด่นวันนี้: TISCO(ราคาปิด 93.25 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย 12 เดือนของ AWS 103.00 บาท)

  • เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/60 ของ TISCO จะเพิ่มขึ้น 7% QoQและ 22.5% YoYอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาท และเราคาดในไตรมาสดังกล่าว TISCO จะแสดงการเติบโตกำไรสุทธิ YoYสูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร โดยได้แรงหนุนจากระดับการตั้งสำรองที่ลดลง รวมทั้งสินเชื่อที่สูงขึ้นจากการถ่ายโอนสินเชื่อรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) นับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา เราคาดสินเชื่อของธนาคารในปี 2561 จะขยายตัวที่ 4% YoYหนุนโดยตลาดยานยนต์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นและสภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง เราประมาณการ EPS จะเติบโต 22.9% ในปี 2560 และ 12.1% ในปี 2561 TISCO จะมีการประกาศผลการดำเนินงานปี 2560 ในวันศุกร์นี้ (12 ม.ค. 2561)

  • Price Pattern ของ TISCO มีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มหลักที่เป็นแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ TISCO คาดว่าจะได้เห็นการทำ New High อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายถัดไปของการทำ New High อยู่ที่ 102 บาท ทั้งนี้ TISCO มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 88 บาท (Resistance: 50, 96.00, 97.50; Support: 91.75, 91.25, 88.75)

 

ปัจจัยในประเทศ:

  • กระทรวงการคลังยันไม่มีมาตรการแทรกแซง แม้สถานการณ์บาทไทยยังแข็งต่อเนื่อง เชื่อมั่น ธปท.คุมสถานการณ์ได้ มองเป็นโอกาสเร่งนำเข้าลงทุน (ที่มา: ไทยโพสต์) ความเห็น: ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกิดจากไทยมีดุลการค้า (Balance of Trade) และดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ที่เป็นบวกต่อเนื่อง ค่าเงินที่แข็งส่งผลลบต่อกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร แต่เป็นบวกต่อกลุ่มนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศอย่าง พลังงาน ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า
  • SCB (ราคาปิด 150 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายของ AWS 168 บาท) และบริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) เตรียมประกาศความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในวันพรุ่งนี้ โดยตลาดคาดการประกาศดังกล่าวอาจเป็นการเข้าลงนามในสัญญาการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตผ่านธนาคาร (bancassurance) (ทันหุ้น) ความเห็น: ถ้าการประกาศเป็นไปตามคาด เรามองว่าความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นบวกโดยรวมต่อ SCB ซึ่งจะช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคาร เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับหุ้น SCB
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมลงนามทวิภาคีแลกเปลี่ยนเงินตรากับจีน : ธนาคารแห่งประเทศไทยได้บรรลุข้อตกลงในการขยายการแลกเปลี่ยนสกุลเงินทวิภาคีมูลค่า 70,000 ล้านหยวน (370,000 ล้านบาท) กับธนาคารกลางจีนต่อไปอีก 3 ปี(Bangkok Post)ความเห็น: การลงนามครั้งนี้เพื่อเสริมสภาพคล่องในการใช้เงินหยวนและเงินบาทในการชําระธุรกรรมการค้าระหว่างไทยและจีน

 

ตลาดต่างประเทศ:

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ: แรงขายทำกำไรฉุดดาวโจนส์ปิดลบ 87 จุด นักลงทุนเทขายทำกำไรหลังจากดาวโจนส์พุ่งขึ้นติดต่อกัน 4 วันทำการ อย่างไรก็ตาม ดัชนี Nasdaqและ S&P500 ยังคงเดินหน้าทำนิวไฮ โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรม ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลกระทบจากมาตรการปฏิรูปภาษีของรัฐบาลสหรัฐที่จะมีต่อภาคธนาคาร นักลงทุนจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งจะมีการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ เพื่อจับสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ของเฟด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนธ.ค. ในวันพฤหัสบดีที่ 11 ม.ค. และจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนธ.ค. ในศุกร์ที่ 12 ม.ค.
  • ตลาดหุ้นเอเชีย:ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 23,948.97 จุด เพิ่มขึ้น 44 จุด, +0.99%; ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,510.73 จุด ลดลง 2.55 จุด, -0.10%

 

สินค้าโภคภัณฑ์:

  • ราคาน้ำมันดิบ: WTI ปิดขยับขึ้น โดยได้ปัจจัยหนุนจากรายงานที่ว่า แท่นขุดเจาะน้ำมันของสหรัฐมีจำนวนลดลงในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพรุ่งนี้ แท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐที่มีการใช้งาน มีจำนวนลดลง 5 แท่น สู่ระดับ 742 แท่นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 3 สัปดาห์
  • ราคาทองคำ:ได้รับปัจจัยกดดันจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ราคาทองคำลดลง 90 ดอลลาร์ หรือ 0.1% ปิดที่ระดับ 1,320.40 ดอลลาร์/ออนซ์
  • ดัชนีค่าระวางเรือ BDI ปิดวันทำการล่าสุดที่ 1,385.00 จุด เพิ่มขึ้น 14.00 จุด
  • ราคาถ่านหิน New Castleที่เป็นราคา Spot ปิดที่ 106.75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นตลอดหลังปีใหม่ โดยราคาสิ้นปี 2560 อยู่ที่ 101.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน