"ศูนย์วิเคราะห์ศก.ทีเอ็มบี" ปรับจีดีพีปีนี้โต 4.2% จากเดิม 3.8% ห่วงบริโภคเอกชนยังทรงตัวและสภาพคล่องตึงตัวครึ่งปีหลัง ต้นทุนกู้ยืมเพิ่มขึ้น
นายนริศ สถาผลเดชา เจ้าหน้าที่บริหาร ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) เปิดเผยว่า ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตต่อเนื่องที่4.2% ปรับสูงขึ้นจากมุมมองเดิมที่3.8% สอดคล้องกับทิศทางการขยายตัวเศรษฐกิจโลกที่เข้มแข็งมากขึ้น และปัจจัยหนุนจากแรงส่งที่สูงขึ้นของเศรษฐกิจไทยปีก่อนหน้าปรับตัวดีกว่าที่คาด โดยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจปี60เพิ่มขึ้นเป็น4%จากเดิมคาดไว้ที่3.5%
โดยในปีนี้คาดการณ์ส่งออกเติบโตได้4.8% แม้จะชะลอจากฐานสูงปีก่อน 10.3% แต่ยอดมูลค่าส่งออกจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 20.7พันล้านดอลลาร์ เป็นระดับสูงกว่าหลายปีที่ผ่านมา และคาดว่าการส่งออกไปจีนจะเติบโต8% ขณะที่ท่องเที่ยวยังโตต่อเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี61เพิ่มขึ้นเป็น37ล้านคน หรือเติบโต6.5% จากปีก่อน เติบโตทุกตลาด
ในส่วนของเครื่องยนต์เศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่องคาดว่า จะเห็นการลงทุนเอกชนเติบโตได้4% จากปีก่อน2.4% มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นภาครัฐเติบโตถึง12%จากปีก่อน3.2% จากหลายปัจจัยสนับสนุนทั้งส่งออกสดใส หนุนลงทุนเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่มขึ้น รวมถึงงบลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจรวมแล้วแตะระดับ1ล้านล้านบาทและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงในปีนี้ที่น่ากังวล คือ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มทรงตัวเติบโต3% ในระดับเดียวกับปีก่อน จากปัจจัยหนุนการบริโภคยังไม่เข้มแข็ง ทั้งรายได้นอกและในภาคเกษตร การจ้างงานที่ปรับลดลงและการเพิ่มของค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ในส่วนของรายได้เกษตรไม่ค่อยดี จากราคาสินค้าเกษตรยังถูกกดดันจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ยกเว้น ราคายางพารา ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ขณะเดียวกันปัจจุบันระดับหนี้ครัวเรือนแม้ชะลอตัวลงแต่ยังอยู่ระดับสูงที่79% ดังนั้นรัฐบาลต้องพยายามหาทางออกเรื่องนี้ ผลักดันในการบริโภคภาคเอกชนต้องเติบโต4% เท่ากับจีดีพี
ขณะเดียวกันยังต้องระวังสภาพคล่องตึงตัวในครึ่งปีหลัง หากการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลกนำไปสู่การดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางที่ผ่อนคลายลดลง หรือการทำ QEของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจหลักมี แนวโน้มลดลงตามมาด้วยการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายและการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น คาดว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐในปีนี้ จะเกิดขึ้น3ครั้ง และดอกเบี้ยนโยบายไทยจะค่อยๆปรับขึ้นได้2ครั้งในช่วงปีหลัง ครั้งละ0.25% หรือสิ้นปีนี้อยู่ที่2% จากปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่1.5% จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่เริ่มปรับขึ้นเข้าใกล้เป้าหมายของธปท. ที่1.5% ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินบาทยังมีทิศทางแข็งค่าต่อเนื่องในปีนี้ คาดว่าแตะระดับ32บาทต่อดอลลาร์ จากช่วงสิ้นปีก่อนที่ 32.5บาทต่อดอลลาร์







