วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เอ็มพิคเจอร์ส’ชูสปอนเซอร์ชิพดันรายได้หนังไทย

ในยุคดิจิทัลที่ประชากรไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 75% ทำให้มี “ตัวเลือก” เสพคอนเทนท์จำนวนมากทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์ กลยุทธ์สื่อสารที่มีประสิทธิภาพในยุคนี้ จึงต้องเชื่อมโยงแบรนด์ไปกับคอนเทนท์ที่เรียกความสนใจผู้บริโภค

ปัญชลีย์ นิธิจิระโรจน์ กรรมการผู้จัดการ สปอนเซอร์ชิพและมีเดียพาร์ทเนอร์ บริษัทเอ็ม พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ กรุ๊ป กล่าวว่าปัจจุบันธุรกิจสร้างภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ประกอบไปด้วย 5 บริษัท  คือ  เอ็มพิคเจอร์ส ,เอ็มเทอร์ตี้ไนน์ (เอ็ม39) ,ทาเลนต์ วัน ,บริษัทร่วมทุน ทรานส์ ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม และซีเจ เมเจอร์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์  ซึ่งมีรายได้หลักจากยอดขายตั๋วชมภาพยนตร์และการขายลิขสิทธิ์ผ่านช่องทางต่างๆ ที่จะมีระยะเวลาเผยแพร่ต่างกัน เช่น เคเบิลทีวี ฟรีทีวี แผ่นดีวีดี 

แต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ ที่เปิดรับ“สื่อ”หลากหลายช่องทาง  มีไลฟ์สไตล์ใช้ชีวิตอยู่นอกบ้านมากขึ้น ทั้งกลุ่มคนที่อาศัยในกรุงเทพฯและหัวเมืองต่างจังหวัด ส่งผลให้ “ภาพยนตร์” ถือเป็นคอนเทนท์บันเทิงประเภทหนึ่ง ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจรับชมเมื่ออยู่นอกบ้าน 

วันนี้ภาพยนตร์ถือเป็น"มีเดีย ไลฟ์สไตล์” และเป็นหนึ่งในเครื่องมือการสื่อสาร ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญชลีย์ กล่าวว่าบริษัทมองเห็นโอกาสที่จะ“ต่อยอด”ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ไทยและการนำเข้าหนังต่างชาติ ในรูปแบบ“สปอนเซอร์ชิพ”และ“มีเดีย พาร์ทเนอร์” ร่วมกับสินค้าและแบรนด์ ที่ต้องการสื่อสารผ่านคอนเทนท์ (Branded Content)ในภาพยนตร์ ซึ่งสามารถสร้างสรรค์เนื้อหาที่กลมกลืนไปกับบทหนัง ที่จะทำให้ผู้ชมรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์และสินค้า ตอบโจทย์สร้างการรับรู้  

“การสื่อสารแบรนด์ผ่านเนื้อหาภาพยนตร์ เป็นรูปแบบ นิช มาร์เก็ต ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะผู้ชมที่ดูหนัง จะเปิดรับแบรนด์และสินค้าที่อยู่ในหนังไปพร้อมกัน”

นอกจากนี้สามารถนำเสนอรูปแบบการสื่อสารครบวงจร ทั้งการจัดกิจกรรมในพื้นที่โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ การจัดบูธนำเสนอหรือสาธิตสินค้า การแจกสินค้าตัวอย่าง  การผลิตวีดิโอคอนเทนท์ที่เชื่อมโยงกับภาพยนตร์ให้กับสินค้าและแบรนด์ที่ทำงานร่วมกัน เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านแฟลตฟอร์มออนไลน์ของลูกค้า   รวมทั้งการผสานการทำตลาดร่วมกับสื่อในโรงภาพยนตร์ของเครือเมเจอร์ฯ   

ปัจจุบันเครือเมเจอร์ฯ ได้ส่งออกหนังไทยไปทำตลาดและขายลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV (กัมพูชา,ลาว ,เมียนมา และเวียดนาม) ทำให้หนังไทย ถือเป็นอีกช่องทางการสื่อสารแบรนด์และสินค้าในตลาดต่างประเทศ เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากสินค้าไทยและอินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ ที่ต้องการเจาะตลาดกลุ่มประเทศดังกล่าว ที่มีประชากรกว่า 175 ล้านคน

“ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคกลุ่มซีแอลเอ็มวี จะมีกิจกรรมดูภาพยนตร์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตนอกบ้าน โดยมีหนังไทยเป็นตัวเลือกแรกๆ ของผู้ชม ในแง่ธุรกิจสร้างภาพยนตร์ไทยจึงมีโอกาสขยายตัวในตลาดนี้ อีกทั้งยังมีแรงหนุนจากการขยายธุรกิจโรงหนังในกลุ่มซีแอลเอ็มวี ของเมเจอร์ฯ”

ปัญชลีย์ กล่าวอีกว่าการลงทุนสร้างภาพยนตร์ไทยของ 5 บริษัท ในเครือเมเจอร์ ปี2561 อยู่ที่ 15-20 เรื่อง หรือเฉลี่ยค่ายละ 3-4 เรื่องต่อปี  ใช้งบลงทุนเรื่องละ 30 ล้านบาท  ขณะที่แนวทางการทำตลาดด้านสปอนเซอร์ชิพ และการเป็นพันธมิตรสื่อ วางเป้าหมายหารายได้เพิ่มอยู่ที่เรื่องละ 5-10  ล้านบาท  

“ที่ผ่านมาค่ายหนังไทยในเครือเมเจอร์ฯ ได้เริ่มทำตลาดผ่านรูปแบบสปอนเซอร์ชิพมาแล้ว แต่ปีหน้าจะโฟกัสการทำตลาดเชิงรุก ปัจจุบันได้จัดตั้งทีมงานมาดูแลโดยเฉพาะ เพื่อเป็นโอกาสการต่อยอดสร้างรายได้”

ปัจจุบันการทำตลาดสปอนเซอร์ชิพหนังไทย ได้รับความสนใจในหลายกลุ่มธุรกิจ  เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค (เอฟเอ็มซีจี) อสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจการเงิน ประกันภัย เป็นต้น