วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCC - ซื้อ

เล่นรับเงินปันผล

ประเด็นการลงทุน

แม้ผลประกอบการไตรมาส 3/60 ที่ใกล้จะประกาศออกมา และแนวโน้มการเติบโตในปี 2561 จะไม่น่าตื่นเต้นนัก เราเชื่อว่ายังควรค่าแก่การถือหุ้น SCC
ในระยะยาว เนื่องจากกระแสเงินสดจากธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างยังคงแข็งแกร่ง อีกทั้งผลตอบแทนจากเงินปันผลในปัจจุบันที่สูง
ถึง 4.1% และยังมีโอกาสเพิ่มสูงกว่านี้หากบริษัทตัดสินใจเพิ่มอัตราการจ่ายปันผลขึ้นจาก 40% ในปัจจุบัน เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SCC โดยให้ราคา
เป้าหมาย 620 บาท

ส่องงบไตรมาส 3/60

เราคาด SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/60 ที่ 1.41 หมื่นล้านบาท ทรงตัว YoY และสูงขึ้น 7% QoQ หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรหลักจะเติบโต
16% YoY แต่ชะลอตัว 8% QoQ โดยกำไรหลักที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น YoY มาจากกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีแข็งแกร่งขึ้น ขณะที่ลดลง QoQ จะมาจากปัจจัยทางฤดูกาล (อุปสงค์สำหรับปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างชะลอตัว กอปรกับเงินปันผลรับลดลง) SCC จะรับรู้กำไรสุทธิหลังหักภาษีจากการขายธุรกิจTien Phong Plastic ในประเทศเวียดนาม จำนวน 310 ล้านบาทในไตรมาส 3/60 และ 653 ล้านบาทในไตรมาส 4/60

คาดไตรมาส 3/60 จะเป็นจุดต่ำสุดของธุรกิจ CBM

อุปสงค์ต่อปูนซีเมนต์ในประเทศระหว่างเดือนก.ค. และส.ค. เฉลี่ยลดลง 1.3% YoY แต่มีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อยในเดือนก.ย. ดังนั้นอุปสงค์ในไตรมาส 3/60 น่าจะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อย อีกหนึ่งปัจจัยบวก คือ ราคาปูนซีเมนต์ในประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้น QoQ (เพิ่มขึ้นประมาณ 50 บาท/ตัน) ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 1/57 แม้ว่าราคาที่ปรับสูงขึ้นนี้จะมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นก็ตาม เราคาดกำไรของ CBM ทรงตัว YoY แต่ลดลง 6% QoQ ตามปัจจัยทางฤดูกาล และคาดจะเริ่มเห็นการเติบโต YoY ในไตรมาส 4/60 หนุนโดยปริมาณยอดขายและราคาสูงขึ้น กอปรกับขาดทุนจากโรงปูนซีเมนต์แห่งใหม่ในประเทศพม่าและลาวลดลงเนื่องจากอัตราการผลิตมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์สาย PP หนุนธุรกิจปิโตรเคมีเติบโต

กำไรหลักสำหรับธุรกิจปิโตรเคมีในไตรมาส 3/60 มีแนวโน้มทรงตัว QoQ เนื่องจากส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์หลักๆ ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้าโดยส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาเฉลี่ยยืนที่ 674 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ลดลง 13 เหรียญสหรัฐ/ตัน QoQ) ขณะที่ส่วนต่างราคา PP เทียบกับแนฟทาเฉลี่ยอยู่ที่ 687 เหรียญสหรัฐ/ตัน (สูงขึ้น 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน QoQ) เนื่องจากอุทานที่ตึงตัวส่งผลให้อัตราการดำเนินงานของโรงงานทั่วโลกอยู่ในระดับมากกว่า 90% นอกจากนี้ราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้นจะทำให้มีกำไรจากสินค้าคงคลังเล็กน้อยในไตรมาส 3/60 เทียบกับขาดทุนจากสินค้าคงคลังมากถึง 1.86 พันล้านบาทในไตรมาส 2/60 ดังนั้นเราคาดกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีจะเติบโต 23% QoQ แต่ทรงตัว YoY ทั้งนี้หากไม่รวมรายการพิเศษจำนวน 1.8 พันล้านบาทและผลขาดทุนจากสินค้าคงคลังในไตรมาส 3/59คาดกำไรหลักของธุรกิจปิโตรเคมีจะเพิ่มขึ้น 11% YoY

เป็นไปตามคาด ในที่สุดส่วนต่างราคา PP เทียบกับแนฟทาก็สูงกว่าส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทา และยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีก เนื่องจากการ
เพิ่มขึ้นของอุปทานของ PP มีแนวโน้มชะลอตัวจาก 5% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 3% ต่อปี ระหว่างปี 2561-2562 ทั้งนี้ก่อนที่อุปทาน PP จะออกมามากในปี
2558 ส่วนต่างราคา PP มากกว่าส่วนต่างราคา HDPE ประมาณ 50-100 เหรียญสหรัฐ/ตัน