วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

PIMO - ซื้อ

คาดกำไรปี 60 หดตัว 34% ก่อนจะพลิกเติบโต 73% ในปี 61

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

  • ธุรกิจมีโอกาสเติบโตสูงจากความต้องการใช้มอเตอร์สระน้ำและสปาเพิ่มขึ้น : PIMO เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายมอเตอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศและมอเตอร์อุตสาหกรรม ในปี 59 รายได้หลักปรับเปลี่ยนจากมอเตอร์เครื่องปรับอากาศมาสู่มอเตอร์สระว่ายน้ำและสปา ในช่วง 1H60 มีรายได้จากเครื่องสูบน้ำ ปั๊ม มอเตอร์สระและสปา 56% รองลงมาเป็นมอเตอร์สำหรับเครื่องปรับอากาศ 32%  และมอเตอร์อุตสาหกรรม  9% โดยมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออก 37% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 59 จากการเปิดตลาดใหม่ในต่างประเทศต่อเนื่อง และเมื่อต้นปีบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของบจ. วีเอสเอ็ม (ประเทศไทย)  ผู้ผลิตมอเตอร์กระแสตรงไร้แปรงถ่าน (BLDC) ที่มีจุดเด่นในเรื่องประหยัดพลังงานและมีมาร์จิ้นสูงกว่าสินค้าปัจจุบันซึ่งคาดจะเริ่มรับรู้รายได้เต็มปีในปี 61 หลังก่อสร้างโรงงานเสร็จและเริ่มผลิตสินค้าได้ราวต้นปี 61  
  • กำไร 1H60 ลดลง 47%YoY จากการลงทุนผลิตสินค้าใหม่มาร์จิ้นสูง : ในช่วง 1H60 มีรายได้รวม 319 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6%YoY เนื่องจากมียอดขายมอเตอร์ปั๊มและสปาให้แก่ลูกค้าต่างประเทศรายใหม่  แต่มาร์จิ้นลดลงเหลือ 18.6% จาก 20.4% ใน 1H59 เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในการเข้าซื้อกิจการบริษัทย่อย  ตั้งแต่ต้นปี 60 ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีมอเตอร์ BLDC ทำให้มีค่าที่ปรึกษาต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายพนักงานและการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15.8% จาก 12.3% ใน 1H59 และอัตรากำไรสุทธิลดเหลือ 4.1% จาก 8.3% ใน 1H59 จึงมีกำไรสุทธิลดลง 47%YoY เหลือ 13 ล้านบาทในช่วง 1H60
  • คาดกำไรปี 60 หดตัว 34% ก่อนจะพลิกเติบโตสูง 73% ในปี 61 : ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับคาดการณ์กำไรในช่วงครึ่งปีหลังใกล้เคียงกับครึ่งปีแรก  ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ยอดขายปี 60 เติบโตราว 15% เป็น 644 ล้านบาท และด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นราว 18.4% และสัดส่วนค่าใช้จ่ายและบริหารต่อยอดขาย 15% คาดกำไรปี 60 ราว 27 ล้านบาท ลดลง 34% ขณะที่การก่อสร้างโรงงานผลิตมอเตอร์ BLDC ที่จะแล้วเสร็จต้นปี 61 จึงคาดว่ายอดขายปี 61 จะเติบโตราว 18% เป็น 760 ล้านบาท และเชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับดีขึ้นเป็น 21% ส่งผลให้ประมาณกำไรปี 61 เติบโตราว 73% เป็น 47 ล้านบาท
  • เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 2.6 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐานด้วยวิธี PEG Ratio โดยประมาณการกำไรต่อหุ้นแบบปรับลด ซึ่งรวมผลกระทบจาก PIMO-W1 (มีสถานะ in-the-money) ได้ราว 0.082 บาท และคำนวณอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 60-61 ราว 31%YoY ได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 2.6 บาทสำหรับปี 61 ซึ่งยังมีอัพไซต์จากราคาปิดล่าสุด จึงเริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ”