คาดหวังการเติบโตแบบมากกว่าปกติที่ใกล้เข้ามาเต็มที
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงชื่นชอบ CENTEL คงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ ณ สิ้นปี 2560 คิดด้วยวิธีลดกระแสเงินสด DCF ที่ 44 บาท (ปรับเพิ่มจาก 43.50 บาท) ต่ำกว่ามูลค่าคิลดกระแสเงินสด หรือ DCF อยู่ 20% ( ค่า WACC 7.9% และ terminal growth rate 2.0%) เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มกำไรขึ้นเล็กน้อย 1% หลังจากผลประกอบการล่าสุดไตรมาส 2/60 ออกมาดีกว่าเราคาด โดยเราแนะนำให้เก็บสะสมหุ้น CENTEL อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากเรามองว่าราคาหุ้นปัจจุบันยังปรับตัวได้ช้ากว่ากลุ่มกลุ่มท่องเที่ยวมากเกินไป และเป็นบริษัทที่เรามองว่าจะได้รับอานิสงค์เชิงบวกมากที่สุดหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศสำหรับคนไทย นอกจากนี้ยังเป็นบริษัทที่มีขนาดมูลค่าตลาด (marketcapitalization) ขาดใหญ่ถือเป็นตัวแทนของกลุ่มท่องเที่ยวไทยที่เราให้คำแนะนำแบบเพิ่มน้ำหนักการลงทุนอีกด้วย นอกจากนี้เรามองว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะเห็นโอกาสการควบรวมกิจการใหม่/การลงทุนเพิ่มเติม ก่อน สิ้นปี 2560 กอปรกับ CENTEL ซื้อขายกันที่ค่า PER ที่ต่ำสุดในกลุ่ม (ที่ 26.6 เท่า ณปี 2560, 23.5 เท่า ณ ปี2561)
มองตัวเลขสถิติของโรงแรมปรับตัวดีขึ้นในไตรมสส 3/60 เป็นต้นไป
แม้ว่าตัวเลขสถิติของผลการดำเนินงานของโรงแรมจะไม่น่าตื่นเต้นนักในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 ซึ่งไม่สร้างความแปลกใจแก่เรา แต่เรามองว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้อง(RevPar) ตั้งแต่ไตรมาส 3/60 เป็นต้นไปจะปรับตัวดีขึ้นมาก (เทียบกับ +0.5% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560) โดยเราคาดว่า RevPar จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% YoY ในเดือน ก.ค. และ ปรับตัวเพิ่มขึ้นดีกว่าก่อนหน้านี้มากในเดือน ส.ค.- ก.ย. เนื่องจากผลการดำเนินงานที่ดีในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง และการฟื้นตัวของโรงแรมในกรุงเทพ ทั้งนี้ การเติบโตรายได้เฉลี่ยต่อห้อง(RevPar) จะน่าตื่นตาตื่นใจมากขึ้นต่อเนื่องหนุนโดยช่วงฤดูไฮซีซั่นจากโรงแรมใน Maldives และเทียบกับฐานที่ต่ำกว่าปกติในปีที่แล้วจากเหตุการอุทกภัยที่เกิดแก่ Centara Grand Phuket ในเดือน ต.ค 2559 กอปรกับช่วงไว้อาลัยในไตรมาส 4/59 เรามองว่าไตรมาส 1/61 จะเป็นไตรมาสที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเนื่องจากฐานที่ต่ำจากทั้งในกรุงเทพและ Maldives เช่นกัน
ธุรกิจอาหารจะเริ่มได้แรงหนุนจากการเปิดสาขาใหม่ในครึ่งหลังของปี 2560
เราคาดยอดขายอาหารของสาขาเดิม (SSS) ลดลง 3.0-4.0% YoY ในเดือน ก.ค. หลังจากลดลง 3.9% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 แต่เราคิดว่ายอดขายโดยรวม (TSS) จะพลิกกลับจากติดลบในก่อนหน้านี้เป็นบวกได้ในไตรมาส 3/60 (เทียลกับหดตัว 0.3% YoY ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560) เนื่องจากการเริ่มขยายสาขาใหม่อย่างจริงจังในครึ่งหลังของปีนี้ โดยในช่วงสามปีที่ผ่านมา CENTEL มุ่งนี้การปิดสาขาเดิมที่มีผลขาดทุนเป็นหลัก โดยปิดไปแล้ว 45 สาขาในปี 2558, 43 สาขา ในปี 2559 และ 33 สาขาในช่วงครึ่งแรกของปี 2560 หากแต่ตั้งแต่ไตรมาส 3/60 เป็นต้นไปนั้นบริษัทจะเริ่มกลับมาใช้แผนกลยุทธิ์การขยายธุรกิจ
โดยการเปิดสาขาใหม่อีกครั้งด้วยแผนการเปิดสาขาใหม่ 23 สาขาในไตรมาส 3/60 และ 42 สาขาในไตรมาส 4/60 เพื่อผลักดันให้ยอดขายรวมทุกสาขาเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายคือ 5-6% ในปี 2560 ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรได้แก่ EBITDA margin ของธุรกิจอาหารจะยังคงขยายตัว YoY ต่อเนื่องได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 เนื่องจากการควบคุมต้นทุน ค่าใช้จ่าย และประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น
การเติบโตแบบมากกว่าปกติจะเริ่มในไตรมาส 4/60 เป็นต้นไป
CENTEL จะเปิดตัวโรงแรมใหม่ขนาดเล็กที่ลงทุนเองเพียงแห่งเดียวในปีนี้ คือ Cosi Samui ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาส4/60 (โดยมีห้องพักจำนวน 151 ห้องซึ่งจะช่วยหนุนให้มีจำนวนห้องพัก สำหรับโรงแรมที่เป็นเจ้าของเองปรับตัวเพิ่มขึ้น 4%) โดยเรามองว่าจะเริ่มเห็นการเติบโตแบบมากกว่าปกติจากธุรกิจการบริหารโรงแรมที่มากขึ้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป โดยบริษัทมีสัญญาบริหารห้องพักเพิ่มขึ้น 1,267 ห้องภายใต้สัญญาการบริหารการจัดการ (คิดเป็นห้องภายใต้สัญญาบริหารที่เติบโต 39% YoY) ในปี 2561 และ 2,074 ห้อง (คิดเป็นห้องภายใต้สัญญาบริหารเติบโต 46% YoY) ในปี 2562 ทั้งนี้ในปี 2562 นั้นบริษัทจะมีโรงแรมที่เป็นโครงการร่วมทุนในดูไบ เปิดใหม่จำนวน 550 ห้อง ในช่วงปลายปี 2562 (ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มต่อประมาณการกำไรของเรา)
มีความคาดหวังต่อการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม
เราคาดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิซึ่งต่ำสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 0.5 เท่า ณ สิ้นเดือนพ.ค. ดังนั้นเราเชื่อว่า CENTEL จะสามารถปิดดีลการเข้าซื้อกิจการและ/หรือการลงทุนใหม่ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2560 นี้ โดยเรามองว่าน่าจะเป็นจากทั้งธุรกิจอาหารที่มีสาขาดำเนินงานอยู่แล้ว และโรงแรมซึ่งเป็นการสร้างใหม่ โดยเราคาดเบื้องต้นถึงสองโรงแรมใหม่ระดับ 4 ดาว ใน Maldives (จำนวนห้องพักประมาณ 300 ห้อง) ที่ยังอยู่ภายใต้การเจรจาต่อรอง รวมถึงสัญญาการบริหารระยะยาวของศูนย์ราชการในประเทศไทย ซึ่งโอกาสการเข้าซื้อกิจการหรือลงทุนใหม่ต่างก็เป็นส่วนเพิ่มต่อประมาณการของเราและตลาด โดยบริษัทมีนโยบายผลตอบแทนการลงทุนหรือ IRR ของโครงการใหม่แต่ละโครงการไม่ต่ำกว่า 15% ทำให้มีความพิจารณาอย่างถ้วนถี่ต่อการเข้าซื้อกิจการหรือลงทุนใหม่เพิ่มเติม









