รอมานานแล้ว และยังต้องรอต่อไปสำหรับคนกรุงเทพฯ กับความหวังรถเมล์แอร์เย็นฉ่ำ เพราะแม้ตอนนี้ขสมก.ปฏิรูปเส้นทาง แต่ก็ให้ใช้บริการรถเมล์ร้อนคันเดิม ที่เพิ่มเติมคือแปลงร่างทาสี เปลี่ยนเลขใหม่ไปก่อน
แม้ว่าโครงการจัดหารถโดยสารปรับอากาศที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง หรือรถเมล์เอ็นจีวี ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มาวิ่งให้บริการประชาชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล แทนรถเมล์เก่าที่มีอายุ 18-20 ปี จะผ่านมาเป็นเวลา 11 ปีแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ขสมก.ก็ยังไม่มีรถเมล์ใหม่มาวิ่งให้บริการ
กลายเป็นว่ารถเมล์ที่คนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะได้ใช้ในขณะนี้ คือ รถเมล์ร้อนเก่าๆ โทรมๆ มา “ทาสี” เป็นสีต่างๆ 4 สี 4 โซน พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสายรถเมล์เป็นแบบใหม่ คือ เป็นอักษรภาษาอังกฤษผสมกับตัวเลข เพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียงตัวเลข และป้ายต้นทางและปลายทาง เด่นอยู่ที่หน้ารถเมล์ในเส้นทางที่ทดลองนำร่องวิ่ง 8 เส้นทาง จากเส้นทางปฏิรูปทั้งหมด 269 เส้นทาง
กรมการขนส่งทางบก ที่รับผิดชอบการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ ระบุว่า เหตุผลที่ต้องเปลี่ยนชื่อสายรถเมล์และทาสีหน้ารถ 4 สี คือ โซนสีเขียว หรือ G (ย่านรังสิต บางเขน มีนบุรี) โซนสีเหลือง หรือ Y (ย่านพระประแดง บางแค ศาสายา) โซนสีแดง หรือ R (ย่านปากน้ำ คลองเตย สาธุประดิษฐ์) และโซนสีฟ้า หรือ B (ย่านนนทบุรี ปากเกร็ด หมอชิต2 ดินแดง สวนสยาม) ก็เพื่อให้ผู้ใช้บริการจดจำได้ง่าย
กรมการขนส่งทางบก ยังให้เหตุผลด้วยว่า การปรับเปลี่ยนชื่อสายรถเมล์ จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติจดจำสายรถเมล์ของไทยได้ด้วย
แต่ทว่าในความจริงแล้วนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติไม่นิยมใช้รถเมล์ในการเดินทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ แต่จะเลือกเดินทางด้วยรถทัวร์ รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ และรถไฟฟ้ามากกว่า
หากไล่เรียงมหากาพย์การประมูลจัดหารถเมล์แอร์ที่ใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี เพื่อนำมาให้บริการคนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ก็ต้องย้อนไปเมื่อเดือนก.พ.2549 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีมติอนุมัติการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 2,000 คัน มูลค่า 23,500 ล้านบาท แต่เมื่อรัฐบาลทักษิณถูกรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 โครงการนี้ก็มีอันต้องถูกพับลงไป
จนกระทั่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปัดฝุ่นโครงการนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยครม.มีมติเมื่อเดือนก.ย.2552 อนุมัติให้จัดหารถเมล์เอ็นจีวี ตามที่ “โสภณ ซารัมย์” รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทยเสนอ แต่ครั้งนี้เป็นการ “เช่า” รถเมล์จากเอกชนเป็นเวลา 10 ปี และเพิ่มจำนวนรถเมล์เอ็นจีวีเป็น 4,000 คัน
อย่างไรก็ตาม มีการท้วงติงในครม.สมัยนั้นว่า มูลค่าการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ที่มีมูลค่าสูงถึง 90,000 ล้านบาท เป็นมูลค่าที่สูงเกินไป ดังนั้น ครม.จึงสั่งการให้ตั้งคณะกรรมการร่วมฯเพื่อพิจารณาราคาค่าเช่าใหม่ สุดท้ายงบจัดหารถเมล์ 4,000 คัน ถูกปรับลดลงเหลือ 62,598 ล้านบาท และครม.มีมติเมื่อเดือนเม.ย.2554 ให้จัดหารถเมล์เอ็นจีวีล็อตแรก 1,755 คัน แต่ให้ไปศึกษาว่าจะใช้วิธีการ “ซื้อ” หรือ “เช่า”
เมื่อมีการเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ครม.มีมติเมื่อเดือนพ.ค.2555 อนุมัติให้มีการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี 3,183 คัน มูลค่า 13,162 ล้านบาท เป็นการจัดหารถเมล์ร้อน 1,659 คัน และรถเมล์ปรับอากาศที่ใช้เชื้อเพลิงเอ็นจีวี 1,524 คัน
ต่อมากลางปี 2558 ขสมก.ได้เปิดประมูลจัดหารถเมล์เอ็นจีวี โดยล็อตแรกเริ่มที่ 489 คัน วงเงิน 1,784 ล้านบาท ซึ่งบริษัท ช.ทวีดอลลาเซียน ชนะการประมูล
แต่ในช่วงปลายปี 2558 คณะกรรมการขสมก.ได้ยกเลิกการประมูล เนื่องจากร่างเอกสารการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) ที่ขสมก.จัดทำขึ้น ขัดกับมาตรา 26 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ในประเด็นเกี่ยวกับการแปลเอกสารภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทย จึงต้องล้มการประมูลรถเมล์เอ็นจีวีรอบแรก
จากนั้นขสมก.ได้เปิดประมูลจัดหารถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน อีกครั้ง แต่เพิ่มวงเงินโครงการเป็น 4,021 ล้านบาท เนื่องจากเอกชนต้องรับผิดชอบค่าซ่อมบำรุงรักษารถเมล์เป็นเวลา 10 ปีด้วย โดยในเดือนก.ค.2559 บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ชนะการประมูลรถเมล์เอ็นจีวีในรอบนี้ โดยเสนอราคาต่ำสุดที่ 3,389 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 632 ล้านบาท









