วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

MINT - ซื้อ

กำไรไตรมาส 2/60 ต่ำกว่าคาด แต่แนวโน้มไตรมาส 3/60 เฉิดฉาย

กำไรต่ำกว่าที่เราคาด แต่เป็นไปตามประมาณการตลาด

MINT ประกาศกำไรหลักสำหรับไตรมาส 2/60 ที่ 737 ล้านบาท สูงขึ้น 24% YoY แต่ลดลง 62% QoQ ซึ่งเป็นไปตามประมาณการตลาด แต่ต่ำกว่าที่เราคาด 7% เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารสูงกว่าคาด โดยไม่มีรายการพิเศษเกิดขึ้นในไตรมาส 2/60 เทียบกับมีกำไรจากการปรับมูลค่าตามตลาด 136 ล้านบาทในไตรมาส 2/59 จากการลงทุนใน
Breadtalk (เปลี่ยนนโยบายบัญชี)

ประเด็นหลักผลประกอบการ

กำไรหลักเติบโตแข็งแกร่ง YoY เนื่องจากรายได้หลักในไตรมาส 2/60 สูงขึ้น 4% YoY (มาอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท) และอัตรากำไรหลักเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1% (จาก 5.1% ในไตรมาส 2/59) รายได้เฉลี่ยต่อห้องรวมเติบโต 2% YoY ในไตรมาส 2/60 หนุนโดยอัตราการเข้าพักสูงถึง 67% (จาก 64% ในไตรมาส 2/59) และอัตราค่าห้องพักทรงตัว ขณะที่
ยอดขายสาขาเดิมสำหรับธุรกิจอาหารลดลง 1% YoY แต่ยอดขายรวมทุกสาขาสูงขึ้น 5.7% YoY รายได้จากธุรกิจโรงแรมเติบโต 10% YoY หนุน โดยจำนวนห้องพักมากขึ้น 4% และรายได้เฉลี่ยต่อห้องของธุรกิจปกติ สูงขึ้น 4% อย่างไรก็ตาม ยอดขายการขายอสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัยลดลง 7% YoY (มีการขายโครงการอนันตรา ลายัน 1 ยูนิตในไตรมาส 2/59
เทียบกับไม่มีการขายในไตรมาสนี้) กำไรหลักลดลง QoQ ตามปัจจัยทางฤดูกาล หลังจากที่ทำสถิติสูงสุดไปเมื่อไตรมาส 1/60 โดยในไตรมาส 2/60 นี้บริษัทบันทึกรายการภาษีคืน 3 ล้านบาท เนื่องจากได้รับประโยชน์ ทางภาษีในหลายประเด็น สำหรับหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิสูงขึ้นจาก 1.2 เท่า ณ สิ้นเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ 1.3 เท่า ณ สิ้นเดือน มิ.ย.

แนวโน้ม

เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นสำหรับโรงแรมในประเทศโปรตุเกส (Tivoli) และแอฟริกา เรายังคงมุมมองกำไรหลักของ MINT จะออกมาอย่างน่าประทับใจในไตรมาส 3/60 โดยคาดเติบโตทั้ง YoY และ QoQ การดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมที่แข็งแกร่งจะหนุนโดยอัตราการเข้าพัก และ อัตราค่าห้องพัก อีกทั้งการฟื้นตัวของธุรกิจปันส่วนเวลาจะช่วยหนุนรายได้และอัตรากำไรของธุรกิจอสังหาฯ เพื่อขาย ขณะที่ยอดขายสาขาเดิมของธุรกิจอาหารจะยังไม่น่าตื่นเต้นในไตรมาส 3/60 เนื่องจากการบริโภคในประเทศไทยและสิงคโปร์ยังชะลอตัว แต่ MINT พยายามจะดันอัตรากำไร โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ อีกทั้งเราคาดจะมีการขายคอนโดที่ภูเก็ต 1 หรือ 2 ยูนิตในครึ่งหลังปีนี้

สิ่งที่เปลี่ยนแปลง

กำไรหลักครึ่งแรกของปี 2560 คิดเป็น 48% ของประมาณการทั้งปีของเรา และ 47% ของที่ตลาดประเมิน ดังนั้น เรายังคงประมาณการเดิม เราประเมินกำไรหลักเติบโต 22% ในปี 2560 หนุนโดยสมมติฐานรายได้หลักเติบโต 9% และอัตรากำไรขยายตัว (10% ในปี 2560 เทียบกับ 8.9% ในปี 2559) หากไม่รวมประเทศสิงคโปร์ เราคาดการดำเนินงานในทุกประเทศ จะฟื้นตัวในปี 2560 แม้เรามีมุมมองเชิงบวก แต่เรายังไม่ได้รวม EPS dilution จากโอกาสการใช้สิทธิแปลงสภาพ MINT-W5 4.5% เข้ามาในประมาณการของเรา (ที่ 200 ล้านหน่วย, สิทธิแปลงสภาพวันสุดท้ายที่ 3 พ.ย. 2560 ที่ราคาใช้สิทธิ 36.36 บาท, อัตราการใช้สิทธิแปลงสภาพ 1:1)


คำแนะนำ

ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมา (ลดลง 7.1% จากที่ทำจุดสูงสุดที่ 42.5 บาท วันที่ 1 ส.ค.) เป็นโอกาสในการเข้าสะสมหุ้นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้งเพื่อรอรับกำไรรายไตรมาสเฉิดฉายในไตรมาส 3/60 (เดือนมิ.ย. – ก.ย. เป็นช่วงไฮซีซั่นของ Tivoli) และคาดต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/60 (จากฐานต่ำในช่วงไว้อาลัยปีที่แล้ว) ผลประกอบการปี 2560 จะได้รับผลประโยชน์จากการควบรวมกิจการต่างๆในช่วงก่อนปี 2560 เต็มปี ปัจจุบัน MINT ซื้อขายด้วย PER ปี 2560 ที่ 31.3 เท่า แต่ PER ปี 2561 จะถูกลงเป็น 27.3 เท่า ดังนั้น เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2560 ที่ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่ 44 บาท (WACC 7.3%, terminal growth rate 2.0%)