วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นอาหาร 'เจ้าสัวเจริญ' วิ่ง

หุ้นอาหาร "เจ้าสัวเจริญ" วิ่ง สวนทางดัชนีกลุ่มเดือนก.ค.

การที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ประกาศซื้อเแฟรนไชร์ของเคเอฟซี ในไทย ซึ่งมีสาขา 240 แห่งมูลค่ารวม 1.13 หมื่นล้านบาทนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจอาหารในอนาคตต่อไป

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ พบว่า ปัจจุบันกลุ่มไทยเบฟฯได้ถือครองหุ้นธุรกิจอาหาร ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 3 บริษัท และเป็นการถือโดยตรงและผ่านบริษัทในเครือ ประกอบด้วย บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) OISHI ถือโดยตรงโดยบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำนวน 79.66% ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น บริษัทอาหารสยาม จำกัด(มหาชน) SFP ถือผ่านบริษัทพรรณธิอร จำนวน 70.85%ดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ สับปะรดบรรจุกระป๋อง ผลไม้รวมบรรจุกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้นบรรจุในถุงปลอดเชื้อ และบริษัท เสริมสุข จำกัด(มหาชน) SSC ถือผ่านบริษัทโซ วอเตอร์ และบริษัทเอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด(มหาชน) 85.80% เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม ทั้งเครื่องดื่มน้ำอัดลม และเครื่องดื่มไม่อัดลม ภายใต้ยี่ห้อ “เอส” “100พลัส” ชาเขียว “โออิชิ” ชา “ลิปตัน” น้ำดื่ม “คริสตัล” เครื่องดื่มเกลือแร่ “พาวเวอร์พลัส” “เกเตอเรด” เครื่องดื่มบำรุงกำลัง “แรงเยอร์” น้ำโซดา “ช้าง” “ร็อค เมาเท่น” และเครื่องดื่มสมุนไพร “จับใจ”

หากพิจารณามูลค่าหลักทรัพย์ตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หุ้นอาหารทั้ง 3 แห่ง พบว่ามีมูลค่ารวม 4.53 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นโออิชิ มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 27,093 ล้านบาท หุ้นอาหารสยาม มีมาร์เก็ตแคปที่14,026 ล้านบาท และหุ้นเสริมสุขมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 14,026 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเดือนก.ค.2560 การเคลื่อนไหวราคาหุ้นอาหารของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนภาพรวมกลุ่มอาหาร โดยหุ้นโออิชิ ราคาปรับตัวขึ้นมากสุด 2.92% หุ้นอาหารสยาม ปรับตัวขึ้น 0.50%และหุ้นเสริมสุข ปรับตัวลง 5.45% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มอาหารปรับตัวลดลงประมาณ 1.34% อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของหุ้นเจ้าสัวเจริญ ทุกบริษัทจะมีจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดระดับต่ำและเข้าใกล้เกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้โดยฟรีโฟลทไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งทำให้เป็นหุ้นที่ถูกมองว่า สภาพคล่องต่ำเกินไป

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า การที่บริษัทโออิชิ ประกาศกำไรครึ่งปีแรกโตสวนทางคู่แข่งในตลาดโดยเพิ่มขึ้น29%จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่692 ล้านบาท แม้ยอดขายจะเพิ่มเพียง 2% ที่ 6,635 ล้านบาท กลุ่มอาหาร เพิ่มขึ้น 1% กลุ่มเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 3% แต่การใช้กำลังการผลิตที่มากโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มส่งผลให้ margin เพิ่มเป็น 38% จาก 36% จากงวดเดียวกันปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3%

โดยฝ่ายวิจัยได้ปรับการดำเนินงานปี 2560 ขึ้น 14% จากเดิม จากเดิม ปรับยอดขายเพิ่มเป็น 13,096 ล้านบาท อีกทั้งคาดว่าmargin เพิ่มจากการใช้กำลังการผลิตเพิ่มโดยเฉพาะกลุ่ม CAF แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายปรับกำไรสุทธิเป็น 1,300 ล้านบาท

สำหรับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มจะส่งผลให้บริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีความแน่ชัดในเรื่องรูปแบบการเก็บว่า เก็บจากความหวานที่เติมลงไป มูลค่าของสินค้า ซึ่งคงต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตามภาครัฐให้ระยะเวลาการปรับตัวจากภาษีดังกล่าว 2 ปีตั้งแต่ 16 ก.ย. 60 - 30 ก.ย.2562 ดังนั้น แม้การปรับขึ้นภาษีความหวานอาจกดดันต่อการดำเนินงานแต่การให้เวลาปรับตัว ประกอบกับการเติบโตที่แข็งแกร่งหากเทียบกับคู่แข่งทำให้ปัจจัยดังกล่าวจะไม่ส่งผลอย่างมีนัยต่อการดำเนินงาน อีกทั้งการดำเนินงานในกลุ่มอาหารที่ดีขึ้นจะเป็นปัจจัยเสริมต่อการดำเนินงานอีกทาง

ขณะเดียวกัน บล.บัวหลวง ระบุว่า การที่ไทยเบฟซื้อกิจการเคเอฟซีจากกลุ่ม YUM Restaurant 240 สาขา มูลค่า 1.13 หมื่นล้านบาท มองเป็นบวกต่อหุ้นบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL เพราะไม่ต้องไปจ่ายเงินซื้อกิจการในราคาที่แพง และไม่เชื่อว่า CENTEL จะชนะดีลนี้อยู่แล้ว

ที่ผ่านมาฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มกำไรหลักขึ้น 3% สำหรับปี 2560 และ 5% สำหรับปี 2561 เนื่องจากดอกเบี้ยจ่าย และอัตราภาษีที่ลดลง (รูปประกอบที่ 1) โดยมองว่าแม้การเติบโตขอรายได้ในปี 2560 จะไม่ตื่นเต้นเป็นเพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น แต่มองว่าบริษัทจะได้อานิสงส์บวกจากการชำระหนี้คืน ( 600 ล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2560) และการรีไฟแนนซ์หนี้สิน (โครงการ Maldives) ที่คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินจะปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% และผลจากการที่ปรับลดอัตราภาษีในปี 2560 จาก 18% มาอยู่ที่ 17% เพื่อสะท้อนการการนำงบลงทุนมาหักภาษีได้ 150% ทั้งนี้คาดว่าอัตรากำไรจะทรงตัวในปี 2560 โดยจากประมาณการใหม่ของเรานั้นคาดการณ์ว่าการเติบโตของกำไรหลักจะเพิ่มขึ้นอย่างปานกลางอยู่ที่ 8% ในปี 2560 และ 14% ในปี 2561