หุ้นอาหาร "เจ้าสัวเจริญ" วิ่ง สวนทางดัชนีกลุ่มเดือนก.ค.
การที่บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทของ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ประกาศซื้อเแฟรนไชร์ของเคเอฟซี ในไทย ซึ่งมีสาขา 240 แห่งมูลค่ารวม 1.13 หมื่นล้านบาทนั้น เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจอาหารในอนาคตต่อไป
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ พบว่า ปัจจุบันกลุ่มไทยเบฟฯได้ถือครองหุ้นธุรกิจอาหาร ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย 3 บริษัท และเป็นการถือโดยตรงและผ่านบริษัทในเครือ ประกอบด้วย บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) OISHI ถือโดยตรงโดยบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำนวน 79.66% ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มสไตล์ญี่ปุ่น บริษัทอาหารสยาม จำกัด(มหาชน) SFP ถือผ่านบริษัทพรรณธิอร จำนวน 70.85%ดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ สับปะรดบรรจุกระป๋อง ผลไม้รวมบรรจุกระป๋อง น้ำสับปะรดเข้มข้นบรรจุในถุงปลอดเชื้อ และบริษัท เสริมสุข จำกัด(มหาชน) SSC ถือผ่านบริษัทโซ วอเตอร์ และบริษัทเอสเอส เนชั่นแนล โลจิสติกส์ จำกัด(มหาชน) 85.80% เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่ม ทั้งเครื่องดื่มน้ำอัดลม และเครื่องดื่มไม่อัดลม ภายใต้ยี่ห้อ “เอส” “100พลัส” ชาเขียว “โออิชิ” ชา “ลิปตัน” น้ำดื่ม “คริสตัล” เครื่องดื่มเกลือแร่ “พาวเวอร์พลัส” “เกเตอเรด” เครื่องดื่มบำรุงกำลัง “แรงเยอร์” น้ำโซดา “ช้าง” “ร็อค เมาเท่น” และเครื่องดื่มสมุนไพร “จับใจ”
หากพิจารณามูลค่าหลักทรัพย์ตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หุ้นอาหารทั้ง 3 แห่ง พบว่ามีมูลค่ารวม 4.53 หมื่นล้านบาท โดยหุ้นโออิชิ มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 27,093 ล้านบาท หุ้นอาหารสยาม มีมาร์เก็ตแคปที่14,026 ล้านบาท และหุ้นเสริมสุขมีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 14,026 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในเดือนก.ค.2560 การเคลื่อนไหวราคาหุ้นอาหารของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนภาพรวมกลุ่มอาหาร โดยหุ้นโออิชิ ราคาปรับตัวขึ้นมากสุด 2.92% หุ้นอาหารสยาม ปรับตัวขึ้น 0.50%และหุ้นเสริมสุข ปรับตัวลง 5.45% ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มอาหารปรับตัวลดลงประมาณ 1.34% อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของหุ้นเจ้าสัวเจริญ ทุกบริษัทจะมีจำนวนหุ้นหมุนเวียนในตลาดระดับต่ำและเข้าใกล้เกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดไว้โดยฟรีโฟลทไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งทำให้เป็นหุ้นที่ถูกมองว่า สภาพคล่องต่ำเกินไป
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ประเมินว่า การที่บริษัทโออิชิ ประกาศกำไรครึ่งปีแรกโตสวนทางคู่แข่งในตลาดโดยเพิ่มขึ้น29%จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่692 ล้านบาท แม้ยอดขายจะเพิ่มเพียง 2% ที่ 6,635 ล้านบาท กลุ่มอาหาร เพิ่มขึ้น 1% กลุ่มเครื่องดื่ม เพิ่มขึ้น 3% แต่การใช้กำลังการผลิตที่มากโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มส่งผลให้ margin เพิ่มเป็น 38% จาก 36% จากงวดเดียวกันปีก่อน ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3%
โดยฝ่ายวิจัยได้ปรับการดำเนินงานปี 2560 ขึ้น 14% จากเดิม จากเดิม ปรับยอดขายเพิ่มเป็น 13,096 ล้านบาท อีกทั้งคาดว่าmargin เพิ่มจากการใช้กำลังการผลิตเพิ่มโดยเฉพาะกลุ่ม CAF แม้ว่าค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจะเพิ่มจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายปรับกำไรสุทธิเป็น 1,300 ล้านบาท
สำหรับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มจะส่งผลให้บริษัทต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีความแน่ชัดในเรื่องรูปแบบการเก็บว่า เก็บจากความหวานที่เติมลงไป มูลค่าของสินค้า ซึ่งคงต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตามภาครัฐให้ระยะเวลาการปรับตัวจากภาษีดังกล่าว 2 ปีตั้งแต่ 16 ก.ย. 60 - 30 ก.ย.2562 ดังนั้น แม้การปรับขึ้นภาษีความหวานอาจกดดันต่อการดำเนินงานแต่การให้เวลาปรับตัว ประกอบกับการเติบโตที่แข็งแกร่งหากเทียบกับคู่แข่งทำให้ปัจจัยดังกล่าวจะไม่ส่งผลอย่างมีนัยต่อการดำเนินงาน อีกทั้งการดำเนินงานในกลุ่มอาหารที่ดีขึ้นจะเป็นปัจจัยเสริมต่อการดำเนินงานอีกทาง
ขณะเดียวกัน บล.บัวหลวง ระบุว่า การที่ไทยเบฟซื้อกิจการเคเอฟซีจากกลุ่ม YUM Restaurant 240 สาขา มูลค่า 1.13 หมื่นล้านบาท มองเป็นบวกต่อหุ้นบริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL เพราะไม่ต้องไปจ่ายเงินซื้อกิจการในราคาที่แพง และไม่เชื่อว่า CENTEL จะชนะดีลนี้อยู่แล้ว
ที่ผ่านมาฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มกำไรหลักขึ้น 3% สำหรับปี 2560 และ 5% สำหรับปี 2561 เนื่องจากดอกเบี้ยจ่าย และอัตราภาษีที่ลดลง (รูปประกอบที่ 1) โดยมองว่าแม้การเติบโตขอรายได้ในปี 2560 จะไม่ตื่นเต้นเป็นเพียงตัวเลขหลักเดียวเท่านั้น แต่มองว่าบริษัทจะได้อานิสงส์บวกจากการชำระหนี้คืน ( 600 ล้านบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2560) และการรีไฟแนนซ์หนี้สิน (โครงการ Maldives) ที่คาดว่าจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินจะปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรหลักปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% และผลจากการที่ปรับลดอัตราภาษีในปี 2560 จาก 18% มาอยู่ที่ 17% เพื่อสะท้อนการการนำงบลงทุนมาหักภาษีได้ 150% ทั้งนี้คาดว่าอัตรากำไรจะทรงตัวในปี 2560 โดยจากประมาณการใหม่ของเรานั้นคาดการณ์ว่าการเติบโตของกำไรหลักจะเพิ่มขึ้นอย่างปานกลางอยู่ที่ 8% ในปี 2560 และ 14% ในปี 2561









