Net profit beat but core profit below
กำไรสุทธิดีกว่าคาด แต่กำไรหลักน้อยกว่าคาด
บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 253 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%YoY และ 2%QoQ หากไม่รวมรายการจากการปรับมูลค่ายุติธรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน และรายการพิเศษอื่นๆ กำไรหลักอยู่ที่ 208 ล้านบาท ลดลง 9%YoY และ 9%QoQ
ประเด็นหลักจากผลประกอบการ
บริษัทมีรายได้รวม 339 ล้านบาท ลดลง 4%YoY แต่เพิ่มขึ้น 2%QoQ; รายได้ที่ลดลง YoY เป็นเพราะ occupancy rate ลดลงจากโครงการเพชร เกษม ที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้เช่าราว 10,000 ตรม.
อัตรากำไรขั้นต้นในไตรมาสนี้อยู่ที่ 59.9% (เทียบกับ 60.4% ใน 2Q16 และ 58.8% ใน 1Q17)
ส่วนแบ่งกำไรหลักจากกิจการร่วมค้าซึ่งหลักๆมาจาก Mega bangna อยู่ที่ราว 112 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 5%YoY แต่ลดลงราว 5%QoQ สาเหตุที่ส่วนแบ่งกำไรเติบโตไม่มาก YoY และอ่อนตัวลง QoQ เป็นเพราะไตรมาสนี้ มีค่าใช้จ่าย one-off จากการจัดรูปแบบที่ดินกับบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตร เพื่อการพัฒนาที่ดินส่วนเพิ่มด้านหลังโครงการ Mega bangna เป็นต้น
บริษัทมีกำไรพิเศษในไตรมาสนี้ราวๆ 45 ล้านบาท หลักๆมาจากการประเมินมูลค่ายุติธรรมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน เพราะบริษัทได้ต่อสัญญาเช่าโครงการสุขาภิบาล 3 เพิ่มอีก 20 ปี
แนวโน้ม
เราคาดผลประกอบการ 3Q17 จะทรงตัวแข็งแกร่ง YoY และคาดดีขึ้น QoQ เพราะคาด Mega bangna จะไม่มีค่าใช้จ่าย one-off เหมือนใน 2Q17 ที่ผ่านมา และเพราะฐานรายได้ค่าเช่าส่วนใหญ่เป็นรายได้ที่แน่นอน และ ตลาดที่บริษัทโฟกัสได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการบริโภคจำกัด
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป
เราคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2017 ที่ 965 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิ 1H17 คิดเป็น 52% ของประมาณการทั้งปี แต่เราปรับประมาณการกำไรหลักปี 2017 ลงราว 8% เป็น 892 ล้านบาท (ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2016) จากการปรับประมาณการการเติบโตของรายได้ค่าเช่าโดยรวมลงเป็น ติดลบ 1.4% หลังจากที่รายได้ติดลบไป 4%YoY ในช่วง 1H17 เพราะ
occupancy rate ในโครงการเพชรเกษมน้อยกว่าคาด กำไรหลัก 1H17 คิดเป็น 49% ของประมาณการกำไรหลักทั้งปีของเรา
คำแนะนำ
จากการปรับประมาณการกำไรข้างต้น ส่งผลให้ราคาเป้าหมายปรับลงเป็น 7.20 บาท (อิง P/E ที่ 14.5 เท่า ใกล้กับค่าเฉลี่ยในอดีต) เราคงคำแนะนำ ซื้อ ในเชิงพื้นฐานเรายังคงชอบ SF ในมุมที่เป็นบริษัทที่มีผลกำไรมั่นคง และ valuation ที่ถูกเพียง P/E เพียง 11 เท่า และคาดให้ผลตอบแทนเงินปันผลราว 3.4%









