"เอสเอ็นซี ฟอร์เมอร์" เดินหน้าเร่งต้นทุน ดันกำไรปีนี้โตกว่าปีก่อน พร้อมแปลงหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว ตั้งเป้าล้างหนี้เงินกู้มูลค่า 900 ล้าน หมดภายใน 3 ปี
นายสามิตต์ ผลิตกรรม กรรมการผู้จัดการและกรรมการ บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน) SNC กล่าวว่า รายได้รวมปีนี้จะดีกว่าปีก่อน โดยผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้รวมแล้ว 4,567 ล้านบาท จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ปี 2560 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นของบริษัท ซึ่งปีนี้บริษัทจะเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ตู้กดน้ำ โดยตั้งเป้าสิ้นปีนี้ผลิต 500 เครื่อง ซึ่งสามารถเพิ่มมาร์จินให้ดีมากขึ้น
ส่วนกำไรสุทธิปีนี้ คาดว่าดีกว่าปีที่ผ่านมา งวด 6 เดือนที่ผ่านมามีกำไรสุทธิแล้ว 214.15 ล้านบาท โดยจากนี้ไป บริษัทมีแผนลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า
ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ในปีนี้ คาดจะไม่ต่ำกว่าปี 2559 ที่ทำได้ 5.34% จากการลดต้นทุนการผลิตลงจากปีก่อนค่อนข้างมาก โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 4.69% ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในปีนี้จะไม่ต่ำกว่าปี 2559 ที่ทำได้ 12.92% เนื่องจากบริษัทได้ลดต้นทุนเป็นหลัก โดยในครึ่งปีที่ผ่านมาบริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.79%
“ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2560 จะลดลงจากไตรมาส 2 ปี2560 เพราะเป็นโลว์ซีซั่น แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในไตรมาส 4 ปี2560 ทั้งจากยอดการสั่งซื้อที่เข้ามา ซึ่งถือว่าเป็นไฮซีซั่นของเรา โดยรวมแล้วปีนี้ยังมั่นใจว่าทั้งรายได้และกำไรจะดีกว่าปีก่อน ซึ่งยังไม่รวมผลจากการเน้นลดต้นทุน”
สำหรับการลดต้นทุนในด้านการผลิตนั้น ก่อนหน้านี้ได้ลงทุนในโซลาร์รูฟที่จังหวัดระยอง กำลังการผลิต 3.43 เมกะวัตต์ บริษัทใช้เงินลงทุน 100 ล้านบาท และ รัฐบาลญี่ปุ่น 60 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะได้รับเงินจากรัฐบาลญี่ปุ่น โดยคาดว่าจะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ 13% ซึ่งสามารถลดค่าไฟฟ้าให้กับบริษัทได้เดือนละ 1 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน บริษัทมีแผนนำกระแสเงินสดใช้คืนหนี้จากสถาบันการเงินปีละ 300 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีจากนี้ (2560-2562) โดยปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ 1 เท่า ซึ่งสิ้นปีนี้จะลดให้เหลือ 0.8 เท่า โดยบริษัทมีแผนแปลงหนี้ระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และมีแผนที่จะขายหุ้นในบริษัทที่ไม่ได้สร้างกำไรออกไป 1 บริษัทภายในปีนี้ จากที่ปัจจุบันมี 15 บริษัท โดยจะนำเงินที่ได้ไปคืนให้กับธนาคารต่อไป
ปัจจุบันบริษัทมีหนี้สินต่อธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) รวมอยู่ที่ 900 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสด 0.40 บาทต่อหุ้น พาร์ 1 บาท กำหนดจ่ายปันผลวันที่ 31 ส.ค. 2560







