กำไรดีที่สุดเป็นประวัติกาลในช่วงโลว์ซีซั่นนี้กอปรกับแนวโน้มดี
ประเด็นการลงทุน
BH ยังคงความเป็นผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพชั้นนำด้วยประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดยเรามองว่านักลงทุนสามารถไว้วางใจในการเติบโตของผลงานแบบปกติและอัตรากำไรที่โดดเด่นของ BH ได้โดยมูลค่าหุ้นยังคงปรับตัวช้ากว่ากลุ่มด้วย PER ปี 2560 ที่ 33.4 เท่า ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยธุรกิจการแพทย์โลกที่ 36.1 เท่า โดยปัจจัยหนุนในระยะสั้นประกอบด้วยผลประกอบการไตรมาส2/60 ที่มีแนวโน้มดีกว่าคาดการณ์ก่อนหนานี้, เงินปันผลจ่ายต่อหุ้นระหว่างกาล และกำไรที่น่าตื่นเต้นในช่วงไฮซีซั่นไตรมาส3/60 ทำให้เรายังคง คำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายจากการประเมินมูลค่าหุ้นแบบคิดลดกระแสเงินสด หรือ DCF ณ สิ้นปี 2560 ที่ 212 บาท อ้างอิงจากค่า WACC ที่ 7.0% และ terminal growth rate ที่ 2.0%
กำไรช่วงโลว์ซีซั่นในไตรมาส2/60 ดีที่สุดในประวัติศาสตร์
ถึงแม้ว่าปริมาณคนไข้ไม่ได้แสดงถึงสัญญาณการฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/60 แต่ประสิทธิภาพและการบริหารต้นทุนที่แข็งแกร่งของ BH จะส่งผลต่ออัตรากำไรที่สูงกว่าทุกคาดการณ์แม้ว่าจะอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น ดังนั้นเราเห็นความเป็นไปได้สูงที่BHจะรายงานกำไรหลักเติบโตน่าตื่นเต้นที่ 12-15% YoY ในไตรมาส2/60 (ประกาศงบในวันที่ 10 ส.ค.) สร้างความประหลาดใจให้แก่เราเป็นอย่างมากจากประมาณการของเราในรายงานฉบับวันที่ 6 ก.ค 2560 ที่คาดการณ์เติบโตของกำไรหลักเพียง 3% YoY และดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรเป็นเพียงตัวเลขหลักเดียว YoY ในไตรมาส 4/59-4/60 โดยเราคาดแม้ว่า รายได้จากธุรกิจการแพทย์จะทรงตัว (YoYและ QoQ) อัตรากำไรหลักน่าจะออกมาดีที่สุดในกลุ่ม และอาจจะขยายตัวได้ถึง 150-200bps YoY ทั้งนี้กำไรหลักไตรมาส2/60 น่าจะปรับตัวลดลงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากกำไรหลักที่ฐานสูงทำสถิติสูงสุดในไตรมาส1/60 ที่ผานมาก
โดยเราคาดว่า BH จะประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นระหว่างกาลอยุ่ที่ 0.10 บาท สำหรับผลการดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2560 และจะประกาศขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนส.ค.
สัญญาณบวกจากกำไรช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส3/60
ผู้ป่วยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 1 ใน 3 ของรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติของ BH หรือคิดเป็น 20% ของรายได้ทั้งหมด หลังจากจำนวนนักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางปรับตัวลดลงถึง 19% YoY ในเดือนพ.ค. ซึ่งเป็นช่วงก่อนหน้ารอมฏอนในเดือน พ.ค.-มิ.ย. เราพบว่าจำนวนชาวต่างชาติจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 85% YoY ในเดือนมิ.ย. นอกจากนี้เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นสำหรับทั้งผู้ป่วยในประเทศ (เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน) และผู้ป่วยจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
ซึ่ง ปกติแล้วจำนวนนักเดินทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเข้าประเทศไทยในเดือนก.ค.-ก.ย. โดยปกติจะอยู่ที่ 30-35% ของจำนวนทั้งปี ดังนั้น BH น่าจะรายงานกำไรหลักเติบโตได้ดีในไตรมาส3/60 โดยเพิ่มขึ้นทั้ง YoY และ QoQ
เน้นเพิ่มประสิทธิภาพซอฟต์แวร์มากกว่าฮาร์ดแวร์ (สิ่งก่อสร้าง)
แม้ว่าจะมีงบดุลที่แข็งแกร่ง (สถานะเงินสดสุทธิตลอด 5 ปีซ้อน) แต่ BH ยังไม่มีนโยบายการเข้าซื้อกิจการเชิงรุก โดยยังคงเน้นผู้ป่วยชาวต่างชาติกลุ่มเป้าหมายหลักทั้งจากประเทศในแถบตะวันออกกลางและตลาดที่มีศักยภาพสูงได้แก่อินโดจีน โดยงบลงทุนของบริษัทจะปรับตัวลดลงมากจาก 1.5 พันล้านบาทในปี 2560 มาอยู่ที่ 294 ล้านบาทในปี 2561 เนื่องจากไม่มีการลงทุนขนาดใหญ่ด้านสิ่งก่อสร้างนักหลังจากอัพเกรดตึก BI ในครึ่งหลังปี 2560 (clinical support functions และ ห้องปฎิบัติการ) โดยแผนการลงทุนของผู้บริหารเน้นการปรับเพิ่มเทคโนโลยีในให้บริการแบบบูรณาการ ได้แก่ IBM Watson Oncology, CardioInsight เพื่อตรวจวินิฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ, Genomic Testing และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะหรือ subspecialties โดยจะเป็นการเพิ่มคุณภาพของการให้บริการซึ่งจะทำให้ BH เป็นผู้นำทางด้านราคาและการให้บริการ (ในเคสร้ายแรง) และทำให้อัตรากำไรยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นได้อย่างต่อเนื่องจากประสิทธิภาพที่ปรับตัวดีขึ้นโดยไม่มีโปรแกรมการปรับลดค่าใช้จ่าย (cost cutting program) อย่างเข้มข้น ทั้งนี้บริษัทยังคงมีที่ดินสามแปลงในมือ
สำหรับแผนการเติบโตระยะยาวในเวลาที่เหมาะสม โดย2 แปลงที่อยู่ติดกับพื้นที่โรงพยาบาลในปัจจุบันในสุขุมวิทซอย 1 และอีก 1 แปลงใหญ่บนถนนเพชรบุรี กทม.









