ตลาดหุ้นเกาะติด ‘คดีจำนำข้าว’ โบรกฯ เชื่อคสช.เอาอยู่
วานนี้ (1ส.ค.) ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญสำหรับหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยกับการแถลงปิดคดีโครงการรับจำนำข้าวด้วยวาจาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ณ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีดำที่อัยการสูงสุดเป็นโจทย์ ยื่นฟ้องน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลยในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และความผิดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว
บรรยากาศที่ศาลตั้งแต่ช่วงเช้ามีบรรดาแฟนคลับ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง และส.ส.พรรคเพื่อไทย มาคอยให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 400 นาย โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้เวลาในการชี้แจงประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งเนื้อหาใจความสำคัญเธอยังคงย้ำถึงการที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถูกใส่ร้ายด้วยการสร้างพยานหลักฐานเพื่อเอาผิด
“ขอวิงวอนศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาคดีตามข้อเท็จจริง ตามข้อกฎหมายและพยานหลักฐานที่เข้าสู่สำนวนโดยสุจริต ไม่รับฟังการชี้นำจากฝ่ายใดๆ แม้แต่หัวหน้าคสช.ผู้กุมชะตาและอำนาจรัฐ ดิฉันเชื่อในคำกล่าวที่ว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงอยากขอความเมตตาต่อศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทย์ด้วย” นี่เป็นคำพูดในช่วงท้ายของการแถลงปิดคดีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งผู้สื่อข่าวรายการว่าเป็นการพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอเบ้า
สุดท้ายแล้วยังไม่มีใครรู้ว่าผลการตัดสินของศาลจะออกมาเป็นอย่างไร คงต้องรอติดตามคำพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ หลังจากที่มีการต่อสู่คดีกันมานานกว่า 1 ปี ไต่สวนพยานทั้งฝ่ายโจทก์ และจำเลยไปแล้วรวมกัน 45 ปาก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคดีใหญ่ที่ทุกคนรอติดตาม เพราะฝ่ายจำเลยเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
ในมุมของการลงทุนหลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองนิ่งมาได้สักระยะหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าการพิจารณาคดีรับจำนำข้าวจะเรียกความสนใจกลับมาได้อีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแค่คนไทยเท่านั้น นักลงทุนต่างชาติต่างก็เฝ้าติดตามการพิจารณาคดีสำคัญนี้ด้วยเช่นกัน โดยมองว่าผลการตัดสินจะช่วยสร้างบรรทัดฐานให้กับการพิจารณาคดีอื่นๆ ของนักการเมืองต่อไป
นักวิเคราะห์จากบล.ทิสโก้ มองว่า ประเด็นทางการเมืองขณะนี้จะค่อยๆ เริ่มกลับมามีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น จากการตัดสินคดีความต่างๆ ของบรรดานักการเมือง โดยเฉพาะคดีรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถือว่าเป็นคดีใหญ่ มีมูลค่าความเสียหายจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายแล้วคงต้องรอฟังคำพิพากษาของศาลในวันที่ 25 ส.ค. นี้ว่าจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายน่าจะยอมรับได้ และรัฐบาลคสช. สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมด
ประเด็นสำคัญที่สุดคงต้องรอติดตามการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งนักลงทุนต่างชาติอยากเห็นโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การเดินหน้าแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งหากทุกอย่างชัดเจนแล้วก็เชื่อว่าจะได้เห็นเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง หลังจากค่อนข้างผันผวนในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่กองทุนบางกองทุนก็มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไม่ลงทุนในประเทศที่รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
โดยกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ยังคงต้องเฝ้าติดตามปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ ที่ตอนนี้เริ่มมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเศรษฐกิจฟื้นตัว, ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ กับการเดินหน้านโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนปัจจัยในประเทศมองว่าหุ้นไทยยังคงได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล
แต่ในช่วงสั้น 1-2 เดือนนี้ ตลาดฯจะยังคงอยู่ในช่วงของการปรับฐาน โดยมีแนวรับที่ 1,550 จุด และ 1,500 จุด และน่าจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากผ่านเดือนตุลาคมไปแล้ว เพื่อลุ้นทดสอบดัชนีเป้าหมายของปีที่ 1,600 และ 1,650 จุด
แม้ว่าอุณหภูมิทางการเมืองจะเริ่มกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังยากที่จะคาดเดาได้ว่าผลการพิจารณาของศาลจะออกมาในรูปแบบไหน อดีตนายรัฐมนตรีจะผิดหรือไม่ผิด และความเคลื่อนไหวหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร จะเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายขึ้นอีกหรือไม่ สุดท้ายแล้วคงต้องรอการชี้ชะตาของศาลในวันที่ 25 สิงหาคม นี้ ดังนั้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่ชัดเจนนักลงทุนก็ควรที่จะต้องติดตามปัจจัยต่างๆ อย่างใกล้ชิด หาจังหวะเข้าลงทุนในช่วงที่เหมาะสมและทยอยขายออกมาเมื่อมีกำไรอย่างระมัดระวังเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง








