คาดปี 60 เติบโตเสถียรฯ 8.7% และให้ Yield ได้ 5.1%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- PDG ผู้ผลิตขวดพลาสติกรายหลัก ให้แก่น้ำมันพืชชื่อดัง “องุ่น” ซึ่งเป็นผู้นำตลาดน้ำมันถั่วเหลืองอยู่ในขณะนี้ : บมจ.พรอดดิจิ (PDG) เป็นผู้ผลิตขวดพลาสติกชนิด PET สำหรับเป็นบรรจุภัณฑ์อาหาร (ตั้งแต่การหลอม Preform และการเป่าขวดตามแบบ) รายหลัก ให้แก่น้ำมันพืชแบรนด์ดัง “องุ่น” ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดน้ำมันพืชทั้งหมด เป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยธุรกิจดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนรายได้ของ PDG ที่ 53% นอกจากนี้ ยังกระจายพอร์ทการผลิตขวดพลาสติกไปยัง ขวดน้ำดื่ม (22%) น้ำผลไม้ (16%) น้ำปลาและเครื่องปรุงรส (9%) ด้วยกำลังการผลิตในปัจจุบันที่ 60 ล้านขวดต่อเดือน
- คาดกำไรปี 60 เติบโตต่ออีก 8.7%YoY อานิสงส์จากลูกค้าที่หายไปลองผลิตเอง ทยอยกลับมาหาผลิตภัณฑ์คุณภาพ และราคาวัตถุดิบทรงตัวในระดับต่ำ : แม้ว่าในปี 59 ที่ผ่านมา รายได้ธุรกิจส่วนผลิตน้ำผลไม้ของบริษัทจะมีรายได้ลดลงถึง 52.8%YoY โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากลูกค้าบางรายมีความพยายามที่จะผลิตขวดพลาสติกด้วยตัวเอง แต่เนื่องจากได้ผลลัพธ์ออกมามีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานไปมาก ส่งผลให้ลูกค้ารายเดิมเริ่มทยอยกลับมาสั่งซื้อขวดพลาสติกจากบริษัทตั้งแต่ช่วง 2Q60 นอกจากนี้ความพยายามในการเพิ่มฐานลูกค้าของบริษัทเริ่มเห็นผลตั้งแต่ งวด 1Q60 สะท้อนจากรายได้จากกลุ่มน้ำดื่มในงวดดังกล่าวเพิ่มขึ้น 50.1%YoY โดยปัจจุบัน PDG มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 59% บ่งบอกโอกาสในการรับออเดอร์ใหม่ๆ ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก 10 – 20% ส่งผลให้เชื่อว่าภาพรวมรายได้ในปี 60 น่าจะมีการเติบโตได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ไม่ต่ำกว่า 10% ขณะที่ปัจจุบันแนวโน้มราคาวัตถุดิบหลัก คือ เม็ดพลาสติก PET (คิดเป็นสัดส่วนเกิน 50% จากต้นทุนรวม) ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมัน จึงคาดว่า PDG จะยังสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นได้อยู่ที่ 24.9% ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จึงคาดว่ากำไรปี 60 จะเติบโต 8.7%YoY มาอยู่ที่ 101.4 ล้านบาท
- แผนเข้าซื้อเครื่องจักรใหม่ปลายปี อาจกดดันอัตรากำไรในช่วงต้นปี 61 แต่ยังได้รับผลบวกจากลูกค้ารายเดิมที่กลับเข้ามาจ้างผลิตเต็มปี : ล่าสุด บริษัทมีแผนการลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อผลิตขวดพลาสติกแบบ Preform (ขวดพลาสติกก่อนที่จะนำไปเป่าขึ้นรูป) ซึ่งจะมีกำลังการผลิตราว 20 ล้านขวดต่อปี ในช่วง 4Q60 ด้วยเงินลงทุนราว 100 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทเริ่มดำเนินการหาฐานลูกค้าแล้ว เชื่อว่าภายหลังการซื้อและติดตั้งน่าจะสามารถเริ่มผลิตได้ทันที และเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่มากนักในการ Ramp-up อัตรากำลังการใช้การผลิตให้อยู่ในจุดที่คุ้มทุน นอกจากนี้ เชื่อว่า การทยอยกลับมาใช้บริการของลูกค้ารายเดิมในกลุ่มน้ำผลไม้ น่าจะส่งผลต่อเนื่องอีกในปี 61 จึงคาดว่ารายได้รวมของบริษัทน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่องอีก 10%YoY สำหรับอัตรากำไรอาจถูกหักล้างบางส่วนด้วยค่าเสื่อมราคาในช่วงเริ่มไลน์สินค้าใหม่ คาดกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลงเหลือ 24.3% โดยรวมคาดกำไรปี 61 อยู่ที่ 107.4 ล้านบาท เติบโตราว 5.8%YoY
- คาดกำไร 2Q60 เติบโต 10.8%YoY เริ่มรับผลบวกการกลับมาของลูกค้าเก่าเป็นไตรมาสแรก : คาดกำไรงวด 2Q60 น่าจะอยู่ที่ราว 23 ล้านบาทเติบโตราว 10.8%YoY มาจากรายได้รวมที่คาดว่าจะเติบโต 6.5%YoY จากการกลับมาของลูกค้าในกลุ่มน้ำผลไม้ดังกล่าว อีกทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่น่าจะทรงตัวในระดับสูงเช่นเดียวกับงวด 2Q59 ที่ 23.7% เพิ่มขึ้นจากงวด 1Q60 ที่ 22.2% เนื่องจากค่าเฉลี่ยราคาเม็ดพลาสติก PET ยังทรงตัวในระดับที่ค่อนข้างต่ำหรือที่ 38.7 บาทต่อกก. ลดลง 5.7% QoQ อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในช่วง 2Q60 ตลอดจน 3Q60 จัดว่าเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจ แต่น่าจะได้รับแรงส่งจากการจับจ่ายใช้สอยที่มากขึ้นตามโปรโมชั่นของร้านค้าทั่วประเทศในช่วงปลายปี หรือ 4Q60 จึงคาดว่า ผลประกอบการจะทยอยมีการเร่งตัว QoQ ตั้งแต่ 2Q60 เป็นต้นไป
- แนะนำ “ทยอยซื้อสะสม” ราคาเหมาะสม 6.00 บาท Upside 13.2% มาพร้อมเงินปันผล 5.1% : แม้การเติบโตของ PDG อาจจะไม่โดดเด่น แต่ถูกชดเชยด้วยความมีเสถียรภาพของผลประกอบการที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะ Dividend Payout Ratio ที่ 72 - 78% มาตลอด 3 ปีย้อนหลัง แต่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปมากแล้วในช่วงที่ผ่านมา ฝ่ายวิจัยจึงเริ่มต้นคำแนะนำ “ทยอยซื้อสะสม” หุ้น PDG โดยประเมินมูลค่าพื้นฐานอิงวิธี Prospective PER ที่ 16 เท่า (จากค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ PDG 3 ปี) กอปรกับ EPS ในปี 60 ที่คาดอยู่ที่ 0.38 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 6.00 บาท มี Upside จากราคาปัจจุบัน 13.2% และคาดผลตอบแทนเงินปันผลปีนี้ราว 5.1% ปี 61 ราว 5.4% โดยในปี 60 คาดว่า จะแบ่งจ่ายปันผลเป็น 2 รอบ ตามปรกติที่บริษัทเคยจ่าย กล่าวคือ 1H60 ที่จะถึงนี้ คาด Yield 1.55% หรือ 0.08 บาทต่อหุ้น และ 2H60 อีก 3.6% ที่ราว 0.19 บาทต่อหุ้น
ปัจจัยสนับสนุน
- ต้นทุนวัตถุดิบทรงตัวในระดับต่ำ
- ลูกค้าเก่า ทยอยกลับมาสั่งซื้อหลังจากไปผลิตเองแล้วไม่ได้คุณภาพตามต้องการ
ความเสี่ยง
- ราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันเนื่องจาก PET เป็นวัสดุ ที่ได้เป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมัน








