วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘คลินิกแก้หนี้’ เปิดตัว 2 เดือน ผ่านเกณฑ์ 300 ราย

‘คลินิกแก้หนี้’ เร่งประชาสัมพันธ์ ดึงลูกค้าเอ็นพีแอลร่วมโครงการ 

ความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตตามโครงการคลินิกแก้หนี้ หลังเปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา หรือ ดำเนินการมา 2 เดือนเต็มว่า จำนวนผู้มาลงทะเบียนเริ่มแผ่วลงจากที่เปิดดำเนินการในช่วงแรก

“นิยต มาศะวิสุทธิ์” รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะรักษาการกรรมการผู้จัดการบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ บสส. (SAM) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงเรื่องนี้ว่า ช่วงแรกที่ลูกค้าเข้ามาติดต่อเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 1 พันราย แต่ปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 100 รายเท่านั้น โดยมียอดจำนวนคนมาลงทะเบียนทั้งผ่านเว็บไซต์และมาที่คลินิกแก้หนี้จำนวน 1.8 หมื่นราย จากช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.มีจำนวนผู้มาลงทะเบียนประมาณ 1.7 หมื่นราย ยังมีผู้สนใจเข้ามาติดต่ออย่างต่อเนื่อง แต่จำนวนที่เข้ามาลดลง

ส่วนผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและมีการลงนามในสัญญาเริ่มมีการผ่อนชำระแล้วมีประมาณ 300 ราย มีมูลหนี้เฉลี่ยประมาณ 3 แสนบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงกว่าที่ประเมินไว้ เพราะที่เคยคาดการณ์ไว้มูลหนี้เฉลี่ยต่อรายอยู่ที่ 3-5 แสนบาท และในโครงการนี้กำหนดว่ามีหนี้รวมกันสูงสุดได้ถึง 2 ล้านบาท

ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้เข้าโครงการส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 30 ปีต้นๆ ซึ่งก็ตรงตามผลการศึกษาของทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่บอกว่าคนในเจนวาย (Gen Y) เป็นหนี้เร็ว และเป็นหนี้เสียมากขึ้น

ทั้งนี้หากผ่านคุณสมบัติแล้ว ตามกระบวนการของคลินิกแก้หนี้ ภายใน 2-3 สัปดาห์ก็สามารถเซ็นสัญญา และเริ่มผ่อนชำระงวดแรกได้ ซึ่งทางธนาคารพาณิชย์ก็จะได้ประโยชน์ทันที เพราะทันทีที่ผ่อนชำระงวดแรก ก็จะนับว่าหนี้นั้นเป็นหนี้ปกติ ลูกค้าก็สบายใจขึ้นว่าแก้ปัญหาได้แล้ว

สำหรับจำนวนผู้ที่ผ่านคุณสมบัติยังอยู่ในสัดส่วนเดิม คือประมาณ 30% โดยผู้ที่ไม่เข้าคุณสมบัติที่จะร่วมโครงการได้มีประมาณ 70% ส่วนใหญ่ไม่ผ่านในคุณสมบัติ 2 ข้อ คือ 1.ยังไม่ได้เป็นหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล แต่เป็นหนี้ค้างชำระ และมีการผ่อนในอัตราขั้นต่ำอยู่ 2.เป็นลูกหนี้ในกลุ่มสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือกลุ่มนอนแบงก์ ซึ่งยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพราะปัจจุบันยังเปิดรับเฉพาะลูกหนี้ของธนาคารเท่านั้น

“กลุ่มที่ไม่เข้าคุณสมบัติส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย มากกว่ากลุ่มนอนแบงก์ และอาจจะมีบางส่วนที่ไม่เข้าคุณสมบัติ เพราะไม่มีความสามารถในการผ่อนชำระ โดยกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์คุณสมบัติเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ว่าคลินิกแก้หนี้จะไม่ได้ช่วยอะไร เราก็จะมีคำแนะนำต่างๆ ให้ เช่นกลุ่มที่ไม่มีความสามารถผ่อนชำระ เป็นเพราะอาจจะยังวงเงินบัตรเครดิตหลายใบ ที่ยังไม่เป็นหนี้เสีย หรือไม่ได้ใช้ ก็ให้ไปปิด เพื่อคะแนนในการประเมินความสามารถในการผ่อนชำระจะได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น”

ในส่วนของผู้ที่ยังไม่เป็นหนี้เสียนั้น ก็แนะนำว่าให้หยุดใช้ และอย่าทำให้เป็นหนี้เสีย เพราะถึงเป็นหนี้เสียก็ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้อยู่ดี เพราะตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการได้ ต้องเป็นหนี้เสียก่อนวันที่ 31 เดือนพ.ค. 2560 เท่านั้น จึงแนะนำให้ไปติดต่อกับทางธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งเชื่อว่าทางธนาคารก็พร้อมที่จะช่วยเหลืออยู่แล้ว อย่าปล่อยให้เรื่องถึงขั้นตอนการฟ้องร้อง

ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้าของนอนแบงก์นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้SAMสามารถรับบริหารหนี้ของกลุ่มนอนแบงก์ได้ จากปัจจุบันที่กฎหมายกำหนดให้รับบริหารได้เฉพาะหนี้ของธนาคารเท่านั้น ซึ่งกระบวนการแก้ไขกฎหมายอยู่ในขั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา

“การเปิดให้กลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตของนอนแบงก์เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ คาดว่าการแก้ไขกฎหมายน่าจะแล้วเสร็จในไม่ช้า และภายในปีนี้น่าจะมีโอกาส แต่กระบวนการเริ่มเมื่อไหร่นั้น ขอคุยกับทางการและผู้ประกอบการนอนแบงก์ก่อน"

ทั้งนี้หากมีการเปิดให้กลุ่มนอนแบงก์เข้าร่วมโครงการ เชื่อว่าจำนวนผู้ร่วมโครงการจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตามโครงสร้างและกำลังคนของSAMที่มีอยู่ในปัจจุบันคงรับมือไม่ไหว จะต้องมีการปรับทั้งในเรื่องการเพิ่มขึ้น หรือการเปลี่ยนสถานที่ตั้งของคลินิกแก้หนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมอยู่

เขากล่าวต่อว่า เดิมทีในโครงการนี้คาดการณ์ว่าจะมีคนจะร่วมโครงการเป็นแสนคน แต่ตอนนี้มาในหลักหมื่นรายเท่านั้น อาจเป็นเพราะบางส่วนยังไม่รู้ว่ามีโครงการนี้ หลังจากนี้จึงต้องทำประชาสัมพันธ์โครงการมากขึ้น เพื่อให้คนรู้จักโครงการนี้มากขึ้น ผ่านช่องทางกับสถาบันการเงิน หรือสื่อต่างๆ ส่วนหลักเกณฑ์ต่างๆ จะต้องมีการปรับหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังค่อนข้างเร็วที่จะบอกว่าต้องปรับส่วนไหน เพราะตอนนี้ยังเป็นโครงการนำร่อง

“ เราอาจจะมีการคุยกับทางธนาคารเรื่องอาจจะมีการปรับหลักเกณฑ์ เพื่อให้มีคนเข้าโครงการได้มากขึ้นหรือไม่ เช่น การพิจารณาเรื่องรายรับ รายได้ ค่าใช้จ่าย ที่นำมาพิจารณาเรื่องความสามารถในการชำระหนี้ แต่ก่อนจะคุยก็ต้องมีข้อมูล มีสถิติรองรับ ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะบอก เราต้องมีการเก็บสถิติว่าจุดไหนบ้างที่ทำให้ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการไม่ได้ และต้องปรับอย่างไร”