วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ซิก้า’ จ่อเทรดเอ็มเอไอ

"ซิก้า" จ่อเทรดเอ็มเอไอ รุกตลาดร้านค้าสำเร็จรูป

ธุรกิจเหล็กพิเศษ อยู่ในสถานกาณ์ที่ดีมานด์ มากกว่า ซัพพลาย ซึ่ง “ซิก้า อินโนเวชั่น”  (ZIGA) ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กพิเศษ และวางแผนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เพื่อนำเงินไปขยายกำลังการผลิต

ศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ZIGA เปิดเผยกับ กรุงเทพธุรกิจ ว่า บริษัทอยู่ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กประเภท PRE-ZINC เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในเดือน ส.ค. เพื่อที่นำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากปัจจุบันประสบปัญหากำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมาบริษัทมีปัญหาด้านกำลังการผลิตไม่พอ และต้องหยุดรับคำสั่งซื้อของลูกค้าไปถึง 3 ครั้ง ซึ่งปัญหากำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในขณะนี้”

ทั้งนี้ ซิก้า อินโนเวชั่น จะเสนอขายหุ้นไอพีโอ 80 ล้านหุ้น และมีจำนวนหุ้นเดิมที่เสนอขาย 50 ล้านหุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท

ศุภกิจ กล่าวเพิ่มว่า สาเหตุที่กำลังการผลิตไม่พอเป็นเพราะความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยเฉพาะเหล็กพิเศษ PRE-ZINE โดยใช้เครื่องหมายการค้า ZIGA มีความต้องการสูงมาก จุดเด่นของเหล็กชนิดนี้ คือ การเป็นเหล็กที่ชุบเคลือบกันสนิม และสามารถบิดงอท่อเหล็กได้ มีความคงทนมากกว่าเหล็กทั่วไป ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มปศุสัตว์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างจังหวัด

การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะผ่าน 3 ดีลเลอร์รายใหญ่ของประเทศ มียอดขายที่ดีในภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนที่มาของวัถตุดิบนั้น 100% มาจากคู่ค้า 3 รายใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งเหล็กจะมีคุณภาพดี ทั้งนี้บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กที่ผันผวนมากนัก เพราะจะมีการบริหารจัดการต้นทุน และจะไม่เก็งกำไรสต็อกสินค้า

การตอบรับที่ดีของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ทำให้บริษัทได้หันมาเพิ่มกำลังการผลิตเหล็ก PRE-ZINE มากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนของรายได้ในปัจจุบันมาจากการจำหน่ายเหล็กโครงสร้าง 90% และ อีก 10% มาจากการขายท่อเหล็กร้อยสายไฟ 10% ผลของการปรับสัดส่วนดังกล่าวทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากระดับ 16.43% ในปี 2557 มาอยู่ที่ 35.97% ในปี 2559 และมีอัตรากำไรสุทธิในปี 2557 อยู่ที่ 7.22%  มาอยู่ที่ 31.95% ในปี 2559 ซึ่งสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเหล็กในปัจจุบัน ที่จะมีอัตรากำไรสุทธิในระดับไม่เกิน 10%

ปัจจุบันอยู่ที่ 6 หมื่นตันต่อปีโดยใช้กำลังการผลิตไปทั้งสิ้น 80 -85% ของทั้งหมด แผนการขยายกำลังการผลิตในอนาคต จะก่อสร้างโรงงานเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 ให้เพิ่มขึ้นอีก 30%ในส่วนสต็อกสินค้าปัจจุบันมีไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้นกว่า 100 รูปแบบ และมีระยะเวลาการหมุนเวียนของสต็อกอยู่ที่ 45 วัน ซึ่งในแผน 5 ปีข้างหน้าบริษัทคาดหวังจะให้มีผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงลดระยะเวลาสต็อกสินค้าให้เหลือ 7 วัน ส่วนแผนการขยายตลาดนั้น บริษัทเล็งจะเข้าทำตลาดในพื้นที่ 22 จังหวัดที่อยู่ติดทะเล ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ

“ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ครั้งนี้ คาดหวังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจของบริษัท และตั้งเป้าหมายจะเป็นหุ้นที่เน้นการเติบโต จากการขยายกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”