"ซิก้า" จ่อเทรดเอ็มเอไอ รุกตลาดร้านค้าสำเร็จรูป
ธุรกิจเหล็กพิเศษ อยู่ในสถานกาณ์ที่ดีมานด์ มากกว่า ซัพพลาย ซึ่ง “ซิก้า อินโนเวชั่น” (ZIGA) ก็เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายเหล็กพิเศษ และวางแผนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เพื่อนำเงินไปขยายกำลังการผลิต
ศุภกิจ งามจิตรเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) ZIGA เปิดเผยกับ กรุงเทพธุรกิจ ว่า บริษัทอยู่ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กประเภท PRE-ZINC เตรียมเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ภายในเดือน ส.ค. เพื่อที่นำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต เนื่องจากปัจจุบันประสบปัญหากำลังการผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น
“ที่ผ่านมาบริษัทมีปัญหาด้านกำลังการผลิตไม่พอ และต้องหยุดรับคำสั่งซื้อของลูกค้าไปถึง 3 ครั้ง ซึ่งปัญหากำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในขณะนี้”
ทั้งนี้ ซิก้า อินโนเวชั่น จะเสนอขายหุ้นไอพีโอ 80 ล้านหุ้น และมีจำนวนหุ้นเดิมที่เสนอขาย 50 ล้านหุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท
ศุภกิจ กล่าวเพิ่มว่า สาเหตุที่กำลังการผลิตไม่พอเป็นเพราะความต้องการผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยเฉพาะเหล็กพิเศษ PRE-ZINE โดยใช้เครื่องหมายการค้า ZIGA มีความต้องการสูงมาก จุดเด่นของเหล็กชนิดนี้ คือ การเป็นเหล็กที่ชุบเคลือบกันสนิม และสามารถบิดงอท่อเหล็กได้ มีความคงทนมากกว่าเหล็กทั่วไป ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มปศุสัตว์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างจังหวัด
การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทจะผ่าน 3 ดีลเลอร์รายใหญ่ของประเทศ มียอดขายที่ดีในภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนที่มาของวัถตุดิบนั้น 100% มาจากคู่ค้า 3 รายใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งเหล็กจะมีคุณภาพดี ทั้งนี้บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาเหล็กที่ผันผวนมากนัก เพราะจะมีการบริหารจัดการต้นทุน และจะไม่เก็งกำไรสต็อกสินค้า
การตอบรับที่ดีของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ทำให้บริษัทได้หันมาเพิ่มกำลังการผลิตเหล็ก PRE-ZINE มากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนของรายได้ในปัจจุบันมาจากการจำหน่ายเหล็กโครงสร้าง 90% และ อีก 10% มาจากการขายท่อเหล็กร้อยสายไฟ 10% ผลของการปรับสัดส่วนดังกล่าวทำให้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากระดับ 16.43% ในปี 2557 มาอยู่ที่ 35.97% ในปี 2559 และมีอัตรากำไรสุทธิในปี 2557 อยู่ที่ 7.22% มาอยู่ที่ 31.95% ในปี 2559 ซึ่งสูงที่สุดในอุตสาหกรรมเหล็กในปัจจุบัน ที่จะมีอัตรากำไรสุทธิในระดับไม่เกิน 10%
ปัจจุบันอยู่ที่ 6 หมื่นตันต่อปีโดยใช้กำลังการผลิตไปทั้งสิ้น 80 -85% ของทั้งหมด แผนการขยายกำลังการผลิตในอนาคต จะก่อสร้างโรงงานเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 ให้เพิ่มขึ้นอีก 30%ในส่วนสต็อกสินค้าปัจจุบันมีไลน์ผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้นกว่า 100 รูปแบบ และมีระยะเวลาการหมุนเวียนของสต็อกอยู่ที่ 45 วัน ซึ่งในแผน 5 ปีข้างหน้าบริษัทคาดหวังจะให้มีผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงลดระยะเวลาสต็อกสินค้าให้เหลือ 7 วัน ส่วนแผนการขยายตลาดนั้น บริษัทเล็งจะเข้าทำตลาดในพื้นที่ 22 จังหวัดที่อยู่ติดทะเล ซึ่งเป็นโอกาสใหม่ทางธุรกิจ
“ในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ครั้งนี้ คาดหวังจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับธุรกิจของบริษัท และตั้งเป้าหมายจะเป็นหุ้นที่เน้นการเติบโต จากการขยายกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”







