"โบรกเกอร์" ปรับกลยุทธ์ดึงลูกค้าแย่งเค้ก 5 หมื่นล้านบาท
โบรกเกอร์ งัดกลยุทธ์พัฒนานวัตกรรมใหม่เจาะฐานลูกค้า เร่งสร้างรายได้หลังประเมินครึ่งปีหลังมูลค่าซื้อขายแตะ 5 หมื่นล้านบาท ด้านเมย์แบงก์ เจาะตลาดกองทุนส่วนบุคคล ส่วนฟินันเซีย ใช้ ไอพีโอ ดึงลูกค้า
การแข่งขันในอุตสหากรรมธุรกิจหลักทรัพย์ต้องยอมว่า ยังคงรุนแรง เพราะเหล่าบรรดาโบรกเกอร์ ต่างก็พยายามปรับตัวทางธุรกิจเพื่อหาทางสร้างรายได้ และรักษามาร์เก็ตแชร์
นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร สายงานธุรกิจค้าหลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การแข่งขัยธุรกิจหลักทรัพย์เริ่มมีทิศทางที่เปลี่ยนไป แม้ว่าการแข่งขันค่าธรรมเนียมเริ่มลดลง เพราะราคาค่าคอมมิชชั่นเริ่มยืนได้ เนื่องจากนักลงทุนไม่ได้ให้ความสำคัญกับค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์เท่าไหร่ จึงทำให้โบรกเกอร์ หันมาให้บริการด้านอื่นๆ ทั้งระบบการซื้อขายออนไลน์ และแอพพลิเคชั่น ซึ่งเป็นพัฒนาการที่ดีของธุรกิจหลักทรัพย์
ส่วนฟินันเซีย ไซรัส ยังคงเน้นใช้การเสนอหุ้น ไอพีโอ ให้กับลูกค้า ทั้งการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย เพื่อดึงมูลค่าการซื้อขายให้อยู่ในระดับที่สูง โดยประเมินว่า ในช่วงครึ่งปีหลังการซื้อขายน่าจะอยู่ที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท จากครึ่งปีแรกมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 4.4 หมื่นล้านบาท
ภาพรวมของธุรกิจซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก จากมูลค่าการซื้อขายที่ฟื้นตัวขึ้น ประเมินว่าจะอยู่ที่ 4.7- 5 หมื่นล้านบาท ส่วนการแข่งขันค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์นั้นน่าจะเบาบางลง
“มูลค่าการซื้อขายในครึ่งปีหลัง ประเมินว่าน่าจะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท จากครึ่งปีแรกที่ 4.4 หมื่นล้านบาท ส่วนการแข่งขันค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์นั้นน่าจะเบาบางลง ขณะที่ปัจจัยที่กระทบกับตลาดหุ้นไทยก็ไม่มี และการเติบโตของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวก็จะเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญ”
นายธนัท วงษ์ชูแก้ว รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าสายงานธุรกิจออนไลน์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างรายได้ โดยการกระจายไปยังธุรกิจอื่นๆมากขึ้นเพื่อป้องกันความผันผวนของมูลค่าการซื้อขายต่อวันที่ไม่มีความแน่นอน เพราะปัจจุบันบริษัทฯพึ่งพารายได้จากค่าคอมเป็นหลัก
“บริษัทอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างรายได้จากเดิมที่กระจุกตัวอยู่ในการซื้อขายหลักทรัพย์ของนักลงทุนรายย่อยให้กระจายตัวมากขึ้น เพื่อป้องกันความผันผวนของมูลค่าการซื้อขายที่ไม่แน่นอน ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทมีศักยภาพในส่วนนี้ที่สูงมาก”
ปัจจุบันบริษัทฯ มีสินทรัพย์ภายใต้การดูแลทั้งสิ้นกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ค่อนข้างสูง แต่ทำประโยชน์จากส่วนดังกล่าวไม่มาก ซึ่งหลังจากนี้บริษัทเร่งตั้งทีมบริหารทรัพย์สินกองทุนส่วนบุคคล เพื่อใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ดังกล่าว โดยบริษัทจะได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ และการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนให้กับลูกค้า
อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยังเน้นการลงทุนด้านระบบการซื้อขายผ่านโปรแกรมอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น โดยได้ตั้งงบกว่า 30 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 10 ล้านบาท เพื่อมาสนับสนุนการขาดหายไปของเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน ซึ่งการซื้อขายในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะฟื้นตัวได้ดีกว่าครึ่งปีแรก ซึ่งจะเป็นโอกาสในการขยายตัวบริษัทได้
แหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตอนนี้มีบริษัทหลักทรัพย์ ที่นำระบบการซื้อขายแบบออนไลน์จากประเทศญี่ปุ่น เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย คาดว่าจะเปิดให้บริการภายในเดือนพ.ย.นี้ โดยเบื้องต้นคาดว่าการให้บริการจะไม่ต่างจากโบรกเกอร์ออนไลน์ที่มีอยู่
แม้ว่าการแข่งขันเรื่องค่าคอม อาจจะเป็นเรื่องที่ท้าทายของบริษัทหลักทรัพย์ แต่ก็คงไม่เห็นการแข่งขันที่ระดับ 0% เหมือนในอดีต ซึ่งเป็นได้ค่อนข้างยาก เพราะเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ไม่เอื้ออำนวย









