ลุ้น LHBANK หลังจบ "ดีลร่วมทุน" เปิดเกมส์ชิงพอร์ตสินเชื่อแบงก์ใหญ่
ดีลดันแล้วสำหรับการร่วมทุนระหว่าง บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เซียล กรุ๊ป หรือ LHBANK กับ CTBC Bank จากไต้หวัน หลังจากที่รอคอยมากันสักพักใหญ่ ซึ่งการได้ผู้ร่วมทุนเข้ามาเสริมการทำธุรกิจครั้งนี้ ทำให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คงหายใจได้คล่องมากขึ้น เพราะอย่างน้อยจะช่วยให้เสริมศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น
สำหรับการร่วมทุนครั้งนี้ CTBC Bank จะเพิ่มทุนเฉพาะเจาะจง 7,544 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดเป็นมูลค่า 16,598 ล้านบาท การซื้อขายจะดำเนินการเสร็จสิ้นเดือนก.ค.นี้ ส่วนกระบวนการเข้าร่วมทุนจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ โดยหลังจากเพิ่มทุน จากกลุ่มอัศวโภคคินจะลดสัดส่วนลงเหลือ 35.6169 % และ CTBC Bank จะเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน
การใส่เงินเข้ามาลงทุนในครั้งนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ฐานะการเงินของ LHBANK ที่แข็งแรงขึ้น โดยแบงก์ได้ชี้แจงว่าจะมีฐานเงินกองทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท มีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม 23.7 % อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Common Equity Tier 1) ที่ 20.3 %
โดยปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2560 เฉพาะธุรกิจธนาคารของ LHBANK มีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม 13.757 % ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ 13.706 % และมีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่ 10.277 % สูงกว่าเกณฑ์ที่แบงก์กำหนดไว้ขั้นต่ำที่ 7.250 % เฉพาะส่วนนี้ก็เห็นแล้วว่าฐานะการเงินที่จะเป็นเสบียงไว้แข่งขันดูดีขึ้นทันที เพราะช่วงที่ผ่านมาประเด็นตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นจนกลายเป็นโรคระบาดที่ทุกแบงก์ต่างต้องตั้งสำรองกันตกใหญ่ ซึ่ง LHBANK เองไตรมาส 2/60 มี NPL เพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.01 % จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.88 % เป็นผลมาจากการเร่งขยายสินเชื่อเติบโต 2.1 % จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 3.9 % จากสิ้นปี 2559
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ CTBC Bank พันธมิตรใหม่ที่เข้ามามีจุดเด่น คือ ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคล ,ดิจิทัลแบงกิ้ง และเทรดไฟแนนซ์ ยิ่งทำให้พร้อมสำหรับการแข่งขันมากขึ้นไปอีก เพราะในกลุ่ม มีธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร หลักทรัพย์ หรือบริหารจัดการกองทุน
หากเป้าหมายในปีนี้ตามที่ LHBANK ประกาศต้องการเติบโตปีละ 10-15 % ตั้งเป้าสินทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นเป็น 4-5 แสนล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 2.15 แสนล้านบาท และสินเชื่อจะเติบโตทั้งปีที่ 6-10 % นั้นสามารถตีความได้เลยว่าพร้อมสำหรับการแข่งขันเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อกับเหล่าธนาคารขนาดใหญ่แล้ว
สำหรับพอร์ตสินเชื่อธนาคารเมื่อกางออกมาดูรอบ 6 เดือนแรก แบ่งเป็นสินเชื่อขนาดใหญ่ 90,251 ล้านบาท สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม 25,292 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อรายย่อย 30,885 ล้านบาท โดยมีกลุ่มธุรกิจที่ปล่อยสินเชื่อมากที่สุด ธุรกิจสาธารณูปโภค 38,426 ล้านบาท อุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ 30,889 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 28,746 ล้านบาท
ดังนั้นหากอยากเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การขยายสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจที่ว่ามาก็ต้องเพิ่มความเข้มข้นในช่วงครึ่งปีหลังไปด้วย อาจจะต้องเข้าไปแข่งขันกับแบงก์ใหญ่ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ชะลอตัวทำให้ทุกแบงก์ต่างก็
ต้องกอดพอร์ตสินเชื่อของตัวเองอย่างเหนียวแน่น
จากตัวเลขของแบงก์ชาติช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าสินเชื่อทั้งระบบขยายตัว 2.8 % เป็นการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าสินเชื่อขนาดใหญ่และสินเชื่อ SME ขยายตัวได้ดีแต่ก็กระจุกตัวในบางธุรกิจ บ่งบอกได้ดีว่านายแบงก์อยากจะปล่อยสินเชื่อแต่ขอเลือกธุรกิจที่มั่นใจว่าไม่เสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ได้กลายเป็นหนี้เสียในที่สุด
โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้จนไปถึงปีหน้างานภาครัฐที่เร่งทยอยออกมาให้เอกชนประมูลไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ธนาคารอยากสงวนสภาพคล่องไว้เพื่อปล่อยสินเชื่อในโครงการขนาดใหญ่ ก็ต้องมาพร้อมกับการแข่งขันด้วย
บรรดาโบรกเกอร์ต่างประสานเสียงถึงสตอรี่ใหม่ของ LHBANK รอบนี้ว่ามีผลต่อกำไรปีนี้ชัดเจน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองการเพิ่มทุนใส่เงินเข้ามา 16,000 กว่าล้านบาท หนุนให้มีสภาพคล่องที่ใช้ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ต้นทุนด้านดอกเบี้ยลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3 /60 จึงปรับประมาณการกำไรปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 2,700 ล้านบาท เป็น 2,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.6 % เช่นเดียวกับราคาหุ้น เพิ่มขึ้นเป็น 2.02 บาท
แม้ว่าโบรกเกอร์จะออกมาเชียร์ปรับเพิ่มทั้งกำไรและราคา แต่บรรดานักลงทุน หรือแม้แต่คู่แข่ง ต่างก็อยากจะเอียงหูเข้ามาฟังก่อนว่าแผนรวมกันจะเป็นอย่างไร LHBANK ตั้งธงให้ตัวเองไว้แค่ไหน ด้วยกลยุทธ์อะไร ซึ่งน่าจะได้ยินชัดพร้อมกันในวันประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ 4 ส.ค.นี้









