วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลุ้น 'LHBANK' หลังจบดีลร่วมทุน

ลุ้น LHBANK หลังจบ "ดีลร่วมทุน" เปิดเกมส์ชิงพอร์ตสินเชื่อแบงก์ใหญ่

ดีลดันแล้วสำหรับการร่วมทุนระหว่าง บมจ.แอล เอช ไฟแนนซ์เซียล กรุ๊ป หรือ LHBANK กับ CTBC Bank จากไต้หวัน หลังจากที่รอคอยมากันสักพักใหญ่ ซึ่งการได้ผู้ร่วมทุนเข้ามาเสริมการทำธุรกิจครั้งนี้ ทำให้ผู้ถือหุ้นกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คงหายใจได้คล่องมากขึ้น เพราะอย่างน้อยจะช่วยให้เสริมศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น

สำหรับการร่วมทุนครั้งนี้ CTBC Bank จะเพิ่มทุนเฉพาะเจาะจง 7,544 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 2.20 บาท คิดเป็นมูลค่า 16,598 ล้านบาท การซื้อขายจะดำเนินการเสร็จสิ้นเดือนก.ค.นี้ ส่วนกระบวนการเข้าร่วมทุนจะแล้วเสร็จปลายปีนี้ โดยหลังจากเพิ่มทุน จากกลุ่มอัศวโภคคินจะลดสัดส่วนลงเหลือ 35.6169 % และ CTBC Bank จะเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

การใส่เงินเข้ามาลงทุนในครั้งนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ ฐานะการเงินของ LHBANK ที่แข็งแรงขึ้น โดยแบงก์ได้ชี้แจงว่าจะมีฐานเงินกองทุนของธนาคารเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว หรือประมาณ 40,000 ล้านบาท มีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม 23.7 % อัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Common Equity Tier 1) ที่ 20.3 %

โดยปัจจุบัน ณ สิ้นเดือนมิ.ย.2560 เฉพาะธุรกิจธนาคารของ LHBANK มีอัตราส่วนเงินกองทุนรวม 13.757 % ใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่แบงก์ชาติกำหนดขั้นต่ำอยู่ที่ 13.706 % และมีอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นที่ 1 ที่ 10.277 % สูงกว่าเกณฑ์ที่แบงก์กำหนดไว้ขั้นต่ำที่ 7.250 % เฉพาะส่วนนี้ก็เห็นแล้วว่าฐานะการเงินที่จะเป็นเสบียงไว้แข่งขันดูดีขึ้นทันที เพราะช่วงที่ผ่านมาประเด็นตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นจนกลายเป็นโรคระบาดที่ทุกแบงก์ต่างต้องตั้งสำรองกันตกใหญ่ ซึ่ง LHBANK เองไตรมาส 2/60 มี NPL เพิ่มสูงขึ้นเป็น 2.01 % จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.88 % เป็นผลมาจากการเร่งขยายสินเชื่อเติบโต 2.1 % จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 3.9 % จากสิ้นปี 2559

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ CTBC Bank พันธมิตรใหม่ที่เข้ามามีจุดเด่น คือ ความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารการเงินส่วนบุคคล ,ดิจิทัลแบงกิ้ง และเทรดไฟแนนซ์ ยิ่งทำให้พร้อมสำหรับการแข่งขันมากขึ้นไปอีก เพราะในกลุ่ม มีธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ธนาคาร หลักทรัพย์ หรือบริหารจัดการกองทุน

หากเป้าหมายในปีนี้ตามที่ LHBANK ประกาศต้องการเติบโตปีละ 10-15 % ตั้งเป้าสินทรัพย์เพิ่มสูงขึ้นเป็น 4-5 แสนล้านบาท จากต้นปีอยู่ที่ 2.15 แสนล้านบาท และสินเชื่อจะเติบโตทั้งปีที่ 6-10 % นั้นสามารถตีความได้เลยว่าพร้อมสำหรับการแข่งขันเพื่อขยายพอร์ตสินเชื่อกับเหล่าธนาคารขนาดใหญ่แล้ว

สำหรับพอร์ตสินเชื่อธนาคารเมื่อกางออกมาดูรอบ 6 เดือนแรก แบ่งเป็นสินเชื่อขนาดใหญ่ 90,251 ล้านบาท สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อม 25,292 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อรายย่อย 30,885 ล้านบาท โดยมีกลุ่มธุรกิจที่ปล่อยสินเชื่อมากที่สุด ธุรกิจสาธารณูปโภค 38,426 ล้านบาท อุตสาหกรรมการผลิตและการพาณิชย์ 30,889 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย 28,746 ล้านบาท

ดังนั้นหากอยากเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ การขยายสินเชื่อในกลุ่มธุรกิจที่ว่ามาก็ต้องเพิ่มความเข้มข้นในช่วงครึ่งปีหลังไปด้วย อาจจะต้องเข้าไปแข่งขันกับแบงก์ใหญ่ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ท่ามกลางภาวะสินเชื่อที่ชะลอตัวทำให้ทุกแบงก์ต่างก็

ต้องกอดพอร์ตสินเชื่อของตัวเองอย่างเหนียวแน่น

จากตัวเลขของแบงก์ชาติช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าสินเชื่อทั้งระบบขยายตัว 2.8 % เป็นการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าสินเชื่อขนาดใหญ่และสินเชื่อ SME ขยายตัวได้ดีแต่ก็กระจุกตัวในบางธุรกิจ บ่งบอกได้ดีว่านายแบงก์อยากจะปล่อยสินเชื่อแต่ขอเลือกธุรกิจที่มั่นใจว่าไม่เสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ได้กลายเป็นหนี้เสียในที่สุด

โดยเฉพาะในช่วงปลายปีนี้จนไปถึงปีหน้างานภาครัฐที่เร่งทยอยออกมาให้เอกชนประมูลไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ธนาคารอยากสงวนสภาพคล่องไว้เพื่อปล่อยสินเชื่อในโครงการขนาดใหญ่ ก็ต้องมาพร้อมกับการแข่งขันด้วย

บรรดาโบรกเกอร์ต่างประสานเสียงถึงสตอรี่ใหม่ของ LHBANK รอบนี้ว่ามีผลต่อกำไรปีนี้ชัดเจน บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) มองการเพิ่มทุนใส่เงินเข้ามา 16,000 กว่าล้านบาท หนุนให้มีสภาพคล่องที่ใช้ปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ต้นทุนด้านดอกเบี้ยลดลงตั้งแต่ไตรมาส 3 /60 จึงปรับประมาณการกำไรปีนี้เพิ่มขึ้นจาก 2,700 ล้านบาท เป็น 2,900 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.6 % เช่นเดียวกับราคาหุ้น เพิ่มขึ้นเป็น 2.02 บาท

แม้ว่าโบรกเกอร์จะออกมาเชียร์ปรับเพิ่มทั้งกำไรและราคา แต่บรรดานักลงทุน หรือแม้แต่คู่แข่ง ต่างก็อยากจะเอียงหูเข้ามาฟังก่อนว่าแผนรวมกันจะเป็นอย่างไร LHBANK ตั้งธงให้ตัวเองไว้แค่ไหน ด้วยกลยุทธ์อะไร ซึ่งน่าจะได้ยินชัดพร้อมกันในวันประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการ 4 ส.ค.นี้