PTG ดัน "นอนออยล์" หาช่องเพิ่มกำไร รับธุรกิจออยล์แข่งสูงยอดขายดีแต่มาร์จินต่ำ 2%
หากพูดถึงธุรกิจน้ำมันต้องยอมรับว่า กลุ่มปตท. แทบจะกินส่วนแบ่งในตลาดได้มากที่สุด ทั้งธุรกิจค้าน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน การขนส่ง เพราะมีความได้เปรียบของแหล่งผลิตน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในประเทศ และต่างประเทศ มีสายส่งและท่อน้ำมันที่มีอยู่ทุกจุดประกายทั่วทุกพื้นที่ในไทย ซึ่งไม่ว่ารายใหญ่มาจากไหนจะเป็นต่างชาติหรือไม่ จะมีแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใหญ่แค่ไหน ล้วนแต่ต้องใช้ท่อส่งน้ำมันหรือก๊าซพลังงานของกลุ่มปตท. ทั้งสิ้น
ดังนั้นธุรกิจนี้จึงแข่งขันกันลำบากถ้าทำได้ก็มี มาร์จินเหลือน้อยเต็มที แต่ในตลาดที่มีมูลค่าสูงขนาดแสนล้านบาท ผู้เล่นบางรายก็ขอมีส่วนแบ่งการตลาด 10 -20 % ก็ถือว่าเพียงพอในการเข้ามาขอส่วนแบ่งการตลาดในอันดับที่ 2 ที่ 3 หรือที่ 4 ซึ่งมีผู้ค้าน้ำมันรายเล็กที่ค่อยๆ ขยับขึ้นมาสยายปีกมากขึ้น จนแข็งแรงพอที่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้
บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เป็นกลุ่มครอบครัว” รัชกิจประการ” จากภาคใต้ กระโดดเข้ามาในธุรกิจนี้ เริ่มจากการเป็น ผู้ค้าน้ำมันปาล์ม จนขยับมาเป็นปั๊มพีที ในภาคใต้ สามารถขยายสาขาปั๊มน้ำมัน พีที ทั่วประเทศได้แล้ว 1,436 แห่ง มีแผนจะขยายเป็น 1,800 แห่ง สิ้นปี 2560 มียอดขายระดับ 20,000 ล้านบาท
หุ้น พีทีจี เข้าซื้อขายในตลาดหุ้นเมื่อปี 2556 ซึ่งราคาไอพีโอ อยู่ที่ 3.90 บาท/หุ้น วันนี้ (24 ก.ค.) ราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ 19 บาทต่อหุ้น สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นในรูปเงินปันผลได้เฉลี่ย 1.57 % ต่อปี
หากย้อนกลับไปดูการเติบโต กลับพบจุดที่น่ากังวลใจสำหรับบริษัท พีทีจี หลายอย่าง โดยเฉพาะรายได้ของบริษัทเกือบ 100% มาจากธุรกิจน้ำมัน ซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมาก เพราะนั่นหมายความว่ารายได้จะผันผวนตามราคาน้ำมัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันโลกค่อนข้างผันผวน ทำให้ผู้บริหารอาจจะต้อง สต็อกปริมาณเพิ่มขึ้นน้ำมัน และต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี เพราะถ้าบริหารความเสี่ยงผิดพลาดโอกาสเสียหายจากการสต็อกสินค้าน้ำมันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้ต้องบอกว่า ธุรกิจค้าน้ำมันมาร์จินเพียง 2 % เท่านั้นค่อนข้างน้อยมาก ดังนั้นแม้จะมียอดขายที่สูงแต่กำไรค่อนข้างต่ำ
เมื่อดูตัวเลขรายได้ในไตรมาส 1/2560 บริษัทสามารถสร้างรายได้จากการขาย และบริการได้สูงถึง 20,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.4 % จากปีก่อน แต่ตัวเลขกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 1,388 ล้านบาท มีต้นทุนสูงขาย และบริการสูงถึง 19,508 ล้านบาท เทียบจากตัวเลขแล้วจึงทำให้ พีทีจี อยาก เบนเข็น มาเพิ่มน้ำหนักในธุรกิจนอนออยล์ เพื่อแก้ไขปัญหามาร์จินที่น้อยและอาจจะลดลงต่อเนื่องได้ในอนาคต
ที่ผ่านมาบริษัทให้ข้อมูลกับสื่อเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เห็นความชัดเจนว่าแผนทางธุรกิจจะออกมารูปแบบไหน ซึ่งถ้าจะพูดถึง ธุรกิจนอนออยล์ ต้องบอกว่า พีทีจี ก็มีอยู่บ้างแล้วทั้งร้านกาแฟพันธุ์ไทย ร้านสะดวกซื้อ MAX MART แต่อาจจะยังไม่เพียงพอที่ผู้บริหารตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มรายได้จาก นอนออยล์
ให้ได้สัดส่วน 15-20% และธุรกิจ ออยล์ เหลือ 70-80%
ดังนั้นก็ต้องมาดูมาว่าหลังจากที่บริษัทฯ ประกาศลงทุนการลงทุนครั้งใหญ่ 500 ล้านบาท โดยเงินนี้จะใส่ให้บริษัทลูกเข้าไปเทคโอเวอร์ บริษัท จีเอฟเอ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์)จำกัด (GFA) มูลค่า 205 ล้านบาท จะสามารถจะสร้างรายได้ธุรกิจนอนออยล์ ขึ้นมาให้ได้ตามแผนที่ต้องการหรือไม่
สำหรับบริษัท จีเอฟเอ มีแบนด์ดังทั้งอาหาร และเครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็น กาแฟ CoffeeWorld , ไอศกรีม Cream&Fudge และร้านอาหาร NewYork5thAv.Deli, CoffeeWorldRestaurant และ Thai Chef Express มีสาขารวมกัน 130 สาขาทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
คำถามที่ตาม คือ ซื้อแล้วดีอย่างไรต่อ พีทีจี การแข่งขันจะสู้กับแบนด์กาแฟ และร้านอาหาร ตามปั๊มน้ำมันที่เห็นกันเยอะแยะไปหมดได้อย่างไร ที่สำคัญ คุ้มค่ากับที่ลงทุนได้ด้วยหรือไม่
แน่นอนว่าคำตอบอยู่ที่ พีทีจี จะมีแผนอะไรในใจสำหรับการมาแข่งในธุรกิจนอนออยล์ ที่ยังต้องเจอกับ แบนด์ดัง ของกลุ่ม ปตท. ที่มี คาเฟ่ อเมซอน และร้านสะดวกซื้อ เจฟฟี่
รังสรร พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ตอบคำถามเหล่านี้กับ Money Wise ว่า คงไม่ไปแย่งตลาดอะไรกัน เพราะกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่มอยู่แล้ว
แบรนด์กาแฟ หรืออาหาร อย่างกาแฟ Coffee World มีชื่อติดหูลูกค้าระดับ B+ ขึ้นไป ซึ่งคงไม่มาเปิดสาขาแข่งในปั๊มน้ำมัน แต่จะอยู่ในโลเคชั่นตามกลุ่มลูกค้า รวมไปถึงขยายต่อในต่างประเทศด้วยที่มีอยู่แล้ว
เพียงแต่รายได้จากธุรกิจใหม่เข้ามามันมีมาร์จินสูงกว่า 10 % ดีกว่ามาร์จินของธุรกิจออยล์ที่อยู่ที่ 2 % ทำให้เห็นแล้วว่าสามารถที่จะสร้างผลกำไรได้ดี
ดังนั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการเติบโตในอนาคตไปด้วยกับการลงทุนใหม่ แต่สัดส่วนรายได้คงไม่เห็นชัดเจนเพิ่มขึ้นทันทีในปีนี้น่าจะเป็นปีหน้าเป็นต้นไป ส่วนธุรกิจออยล์ ไม่อยากให้มองว่าไม่มีดีไม่อย่างนั้น พีทีจี คงไม่โตได้ขนาดนี้ การเติบโตทุกอย่างยังคงตัวเลขเหมือนเดิม คือมี กำไรก่อนหักภาษีและดอกเบี้ย (EBITDA) โต 50%
ฟังแล้วผู้ถือหุ้นคงมีกำลังใจถือต่อ แต่การแข่งขันคงได้ย้ายจากสนามรบธุรกิจออยล์มายังนอนออยล์ ชัดเจน เพราะกลุ่ม PTT ก็เร่งขยายสาขาเพิ่มสัดส่วนคาเฟ่อเมซอนยกใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเดียวกันคือมันกำไรดีวันดีคืนนั่นเอง !!!









