วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘โปรแกรมเทรด’สะดุด ติดล็อคขนาดตลาดทุน

"โปรแกรมเทรด"สะดุด ติดล็อคขนาดตลาดทุน

การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจหลักทรัพย์ จากเดิมที่ใช้การซื้อขายผ่านเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนเข้า สู่การใช้ระบบการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ และการใช้โปรแกรมการซื้อขายแบบสำเร็จรูป สมชาย กาญจนเพชรรัตน์ กรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยี กับการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น เกิดขึ้นในประเทศไทยมานานแล้ว โดยสิ่งที่มีความได้เปรียบของโปรแกรมการซื้อขาย คือ ความถูกต้องแม่นยำ และความรวดเร็วของการส่งคำสั่งซื้อขาย

“การใช้เทคโนโลยีในตลาดหุ้นไทยเกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งหัวใจของระบบเทรดคือ ความรวดเร็ว ถูกต้องและความมั่นยำของระบบ ซึ่งการพัฒนาโปรแกรมเทรดนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ การพัฒนาระบบด้านการให้คำแนะนำผู้ลงทุน และการพัฒนาระบบการซื้อขายอัตโนมัติ”

บริษัทหลักทรัพย์ในไทย ในปัจจุบันเน้นการพัฒนาระบบการซื้อขาย ผ่านรูปแบบการให้คำแนะนำการลงทุนเป็นหลัก แนะนำในเรื่องของสัญญาณทางเทคนิค การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน การแนะนำจุดซื้อหรือจุดขายหุ้นให้กับผู้ลงทุน ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะเป็นในรูปของการให้คำแนะนำเท่านั้น และผู้ลงทุนจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจเอง

บล.เคจีไอ ก็เน้นการให้บริการในรูปแบบนี้ ผ่านโปรแกรมที่ชื่อว่า POWER TRADE ซึ่งการตอบรับของผู้ลงทุนค่อนข้างดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ลงทุนที่มีอายุน้อย และซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยตัวเอง แต่หากจะวัดในมูลค่าโดยรวมจะพบว่าการใช้โปรแกรมเทรดสามารถเติบโตได้ ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าประมาณ 10 %ของทั้งหมดที่ใช้โปรแกรมดังกล่าว

ส่วนโปรแกรมชนิดที่ 2 คือ การใช้ระบบการซื้อขายหลักทรัพย์อัตโนมัติ ปัจจุบันมีหลายบริษัทหลักทรัพย์ได้ให้บริการกับนักลงทุนแล้ว แต่ในฝั่งของบล.เคจีไอ ยังไม่ให้บริการ เพราะมองว่า ขนาดของตลาดหุ้นไทย อาจไม่อำนวยกับโปรแกรมการซื้อขาย อีกทั้งสภาพคล่องการซื้อขายของหุ้นในปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์จะเข้มงวดอย่างมากกับโปรแกรมการซื้อขายอัตโนมัติที่จะเข้ามาทำการซื้อขายในไทย

โปรแกรมปัจจุบันมักจะเข้าซื้อหุ้นในจำนวน 20 ช่องราคาของหุ้น แต่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดให้สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้เพียงแค่ 4 ช่องการซื้อขายเท่านั้นเพื่อป้องกันผลกระทบกับราคาหุ้น ซึ่งส่วนตัวมองว่าตลาดหลักทรัพย์ควรกำหนดเกณฑ์ในแต่ละหุ้นมากกว่า ปัจจุบันหุ้นกลุ่มเซท 50 มีขนาดที่ใหญ่เพียงพอที่จะใช้โปรแกรมการซื้อขาย ซึ่งผู้จะใช้โปรแกรมต้องศึกษาจุดอ่อนของโปรแกรมเทรด และต้องเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับตนเอง

อย่างไรก็ตาม โปรแกรมการซื้อขายจะเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจหลักทรัพย์ในอนาคต เนื่องจากการแข่งขันค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์รุนแรงมาก และปรับลดลงในทุกปี ระบบการซื้อขายต่างๆ จะช่วยพยุงให้ราคาไม่ปรับลดลงมากนัก

ด้าน สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าให้บริการโปรแกรมการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นบริษัทที่ 3 ในอุตสาหกรรม โดยมองว่านักลงทุนมีความเข้าใจโปรแกรมการซื้อขายหลักทรัพย์มากขึ้น อีกทั้งสภาพของตลาดหุ้นไทยก็อำนวยให้เปิดบริการได้

“จุดเด่นของการใช้โปรแกรมการซื้อขายนั้น คือความรวดเร็วกว่าการส่งคำสั่งซื้อขายปกติหากเราส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองอาจใช้เวลา 15-20 วินาที ต่อการส่งคำสั่งซื้อขาย แต่หากใช้โปรแกรมการซื้อขายสามารถส่งคำสั่งได้มากกว่า 100 คำสั่งใน 1 วินาทีเท่านั้น และช่วยตัดภาวะอารมณ์ที่จะมีผลกระทบกับการซื้อขายออกไปด้วย”

อย่างไรก็ตาม การเปิดโปรแกรมการซื้อขายของบริษัทนั้นจะกำหนดวงเงินของแต่ละโปรแกรมเพื่อให้เหมาะสมกับขนาดของตลาดหุ้น และกำหนดไว้ที่กลุ่มเซ็ท 100 เท่านั้น โดยผู้ที่จะเข้าใช้บริการจะต้องศึกษาว่ากลยุทธ์ในการซื้อขายสอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุนหรือไม่ และรับความเสี่ยงการซื้อขายได้หรือไม่