วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

BCP, KSL

BCP และ KSL จับมือควบรวมโรงงานเชื้อเพลิงชีวภาพ

ประเด็นใหม่

คณะกรรมการบริษัท BCP และ KSL อนุมัติการควบรวมกิจการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพระหว่าง BHH (BPP ถือหุ้น 99.99%) และ KSLIG (KSL ถือหุ้น 99.99%) วานนี้ โดยในบริษัทใหม่นี้ BCP จะถือหุ้น 60% และ KSL ถือ 40% (รูปที่ 1) การควบรวมกิจการครั้งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ต.ค. การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามแผนธุรกิจของ BCP และ
KSL เพื่อพัฒนาธุรกิจผลิตเชื้อเพลงชีวภาพ

มุมมองของเรา ณ ปัจจุบัน

แม้เรามองว่าการควบรวมกิจการครั้งนี้จะสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว แต่เรายังมีมุมมองเป็นกลางต่อผลกระทบในระยะสั้น คาดจะไม่มีผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อกำไรของทั้ง BCP และ KSL ในอนาคตอันใกล้ สำหรับสองบริษัทนี้ เราชอบ BCP มากกว่าเนื่องจากแนวโน้มกำไรชัดเจนกว่า กอปรกับมูลค่าหุ้นถูกกว่า เรามองว่ามีความเสี่ยงขาลงต่อประมาณ
การกำไร KSL ปี 2561 ของเราหากราคาน้ำตาลเฉลี่ยปรับลดลงมากกว่าสมมติฐานของเราที่ 15-16 เซนต์/ปอนด์ สำหรับปี 2561

ไม่มีผลกระทบต่อกำไรของ BCP และ KSL ในระยะสั้น

จาการวิเคราะห์ของเราชี้ว่าการควบรวมกิจการจะไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรของทั้ง BCP และ KSL กำไรจากธุรกิจเชื้อเพลงชีวภาพที่หายไป เนื่องจากเปลี่ยนจากธุรกิจไบโอดีเซลและเอทานอลมาเป็นบริษัทตั้งใหม่ จะถูกชดเชยด้วยรายได้จากธุรกิจใหม่ เราประเมินกำไรสุทธิของบริษัท ใหม่หลังการควบรวมกิจการที่ประมาณ 479-534 ล้านบาทสำหรับปี 2561-2563 (รูปที่ 2)

คาดบริษัทใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

หลังจากการรวมกิจการ บริษัทใหม่จะเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพ (เอทานอลและไบโอดีเซล) รายใหญ ่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งจะมีกำลังการผลิตรวม 1.7 ล้านลิตร/วัน – แบ่งเป็นเอทานอล 9 แสนลิตร/วัน และไบโอดีเซล 8.1 แสนลิตร/วัน เรามีมุมมองเชิงบวกต่อดีลดังกล่าว เนื่องจากบริษัทน่าจะได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมด้านวัตถุดิบ, ผลผลิต,
การตลาด, ลูกค้า และอื่นๆ เราคาดอัตรากำไรของบริษัทใหม่จะสูงขึ้น เนื่องจากมีวัตถุดิบหลากหลาย และการขนส่งมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีโอกาสหนุนกำไรเติบโตในระยะยาวจากการขยายไปสู่ธุรกิจปลายน้ำเพื่อทำผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น ไบโอเคมิคอล และ ไบโอพลาสติก นอกเหนือจากนี้ยังมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรของ KSL จากการขายกากน้ำตาลให้กับบริษัทใหม่เพื่อผลิตเอทานอล