หุ้นอสังหาฯ ขายพีพี "เน้นรายบุคคล"
ช่วงไตรมาส2ปี2560 บริษัทขนาดกลางและเล็กในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมใจกันประกาศเพิ่มทุนและเน้นจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนเฉพาะเจาะจง (พีพี) ขณะที่นักวิเคราะห์มีมุมมองการลงทุนที่ดีขึ้น และคาดว่าการประกาศผลประกอบการไตรมาส2น่าจะค่อยๆฟื้นตัว
ขณะที่บริษัทในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีการประกาศเพิ่มทุนขายหุ้นแบบพีพีประกอบด้วยบริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด(มหาชน) AQ เพิ่มทุนขายหุ้น จำนวน 281,337 ล้านหุ้น บริษัท คริสเตียนีและนีลเส็น (ไทย) จำกัด (มหาชน) CNT ขายหุ้นเพิ่มทุน 100ล้านหุ้น บริษัท ไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) TFD 250 ล้านหุ้นบริษัท สวนอุตสาหกรรม วินโคสท์ จำกัด (มหาชน)WIN 3.2 ล้านหุ้น บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) NVD 52.7 ล้านหุ้น
กรุงเทพธุรกิจได้สำรวจข้อมูล พบว่า บริษัทส่วนใหญ่ได้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนแบบพีพีให้กับนักลงทุนรายบุคคล โดยเฉพาะบริษัทเอคิว จัดสรรไปแล้ว 2 ครั้ง โดยให้นักลงทุนรายบุคคล 21 ราย ขณะที่บริษัทไทยพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม จัดสรรให้กับนักธุรกิจไต้หวันและไทย 3 ราย ส่วนบริษัทวินโคทส์จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิม 2 ราย
สำหรับวัตถุประสงค์การระดมทุนส่วนใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการลงทุนและพัฒนาโครงการใหม่ๆและลดภาระการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน นอกจากนี้ การเพิ่มทุนในครั้งนี้ ยังช่วยลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลงได้ด้วย
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ประเมินว่า ฝ่ายวิจัยได้คงน้ำหนักการลงทุนที่ Neutral แนวโน้มดีขึ้นในเชิงกลยุทธ์ให้ทยอยสะสมได้ โดยมองว่า Downside ของกลุ่มเริ่มจำกัด แม้ยอด Presales ของ ไตรมาสแรก ยังไม่เด่นมากแต่คาดยอดไตรมาส 2จะดีขึ้น และมีโอกาสที่ยอดของปีนี้จะเติบโตจากปีก่อน 15-20% โดยต้องจับตาที่การเปิดตัวโครงการใหม่ในครึ่งปีหลังที่มีสัดส่วนถึง 60% ของปีนี้ รวมทั้งแนวโน้มผลประกอบการที่คาดว่าจะดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ในเชิง Valuation มองว่าระดับพีอีเรโชของกลุ่มยังต่ำและมี Dividend Yield ที่สูงเฉลี่ย 5-6% ต่อปี
ฝ่ายวิจัยมองการเติบโตของ Presalesในไตรมาส 2ปีนี้อยู่ที่ 15% Presales ของกลุ่มจะมีน้ำหนักมากขึ้นช่วงครึ่งปีหลังจากตารางการเปิดโครงการใหม่ของทั้ง 9 บริษัทรวมกันเท่ากับ 2.84 แสนล้านบาทนั้นมูลค่าประมาณ 60% ของมูลค่าการเปิดในปีนี้อยู่ในครึ่งปีหลัง
บล.ทิสโก้ ประเมินว่า กลุ่มอสังหาริมทรัพย์มีอัตราการ Take-up เพิ่มขึ้น แต่ยอดการเปิดตัวเลื่อน โดยอัตราการ Take-up เพิ่มขึ้นเป็น 65% สำหรับคอนโดใหม่ในช่วงไตรมาส 2ปีนี้ จากเดิมที่ 30-50% ในช่วงไตรมาสแรก ซึ่งโครงการที่มีอุปสงค์สูงจะมาจากบริเวณที่มีประชากรหนาแน่น , ราคาถูกกว่าโครงการอื่นในบริเวณ ยกเว้นโครงการ JV ของบริษัทแสนสิริ จำกัด(มหาชน)SIRI ที่มียอดจองค่อนข้างอ่อนแอ (ต่างจากโครงการอื่นที่ขายหมด)
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลื่อนโครงการเป็นไตรมาส 3ปีนี้ แม้จะมีการเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการไปแล้วบ้างก็ตาม โดยโครงการประเภทคอนโดมีการปรับตารางเวลามากสุด ในขณะที่การเปิดตัวของบ้านเดี่ยวไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมองว่ามาจากการที่โครงการที่เปิดตัวมียอดจองเพิ่มขึ้นน้อย และโครงการ Low-rise ที่หนุนยอดจองมียอดจองเฉลี่ยต่อเดือนลดลง 5% ขณะที่การเติบโตของกลุ่มค่อนข้างจำกัด







