วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เพซ' หวังลดหนี้บีอี 50%

“เพซ” หวังลดหนี้บีอี50% รับกู้ "เอสซีบี" เคลียร์ตั๋วเดิม

เพซ ดีเวลลอปเมนท์ ชี้กู้เงินแบงก์ไทยพาณิชย์ เพื่อลดภาระปัญหาตั๋วบีอีที่มีอยู่4พันล้าน ตั้งเป้าปีนี้ลดหนี้บีอี 50% ยันไม่มีปัญหาสภาพคล่องแม้หนี้สินรวมทะลุ 2.8 หมื่นล้าน เล็งนำโครงการมหานครขายนักลงทุนจีน พร้อมเร่งตุนแบ็คล็อกเพิ่ม 3 พันล้านบาท

นายสรพจน์ เตชะไกรศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) PACE เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะลดภาระหนี้ตั๋วเงินระยะสั้น(บีอี)ลดลง 50%ในปีนี้ จากปัจจุบันที่มีหนี้อยู่รวม 4 พันล้านบาท โดยล่าสุดได้กู้เงินจากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)SCB มูลค่า 3 พันล้านบาท  เพื่อนำมาชำระคืนหนี้บีอีที่จะครบกำหนดชำระในระยะเวลา 3-6 เดือนข้างหน้า

ปัจจุบันบริษัทยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แม้จะมีหนี้สิน 2.8 หมื่นล้านบาท และมีอัตราหนี้สินต่อทุน 28.08 เท่า เนื่องจากเป็นหนี้สินที่รวมยอดขายล่วงหน้าที่ยังไม่รับรู้รายได้ ซึ่งตามมาตรฐานบัญชีใหม่ต้องนำมาคิดเป็นมูลหนี้ ขณะที่หนี้สินที่เกิดขึ้นจริงมีเพียง 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทมีสินทรัพย์มูลค่า 3.7 หมื่นล้านบาท โดยครอบคลุมมูลหนี้ทั้งหมดอยู่แล้ว 

“ในช่วงที่ผ่านมามีหลายบริษัทประสบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ตั๋วบีอี ทำให้บริษัทเลือกที่จะกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับการหมดอายุตั๋วบีอี หากไม่สามารถโรลโอเวอร์ได้ ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างทางการเงินจะไม่ทำให้หนี้ปรับเพิ่มขึ้น บริษัทตั้งเป้าหมายจะลดหนี้ตั๋วบีอี50 %ของหนี้ปัจจุบันในสิ้นปีนี้"

ทั้งนี้่ หนี้สินปัจจุบันของบริษัทแบ่งออกเป็น หุ้นกู้จำนวน 5,000 ล้านบาท ตั๋วกู้เงินระยะสั้น 4,000 ล้านบาท เงินกู้จากสถาบันการเงิน 9,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัทยังมีรายได้ในอนาคตจากงานในมือที่รอรับรู้รายได้ ณ.สิ้นไตรมาสที่ 1ปี2560 ที่ 15,400 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการมหานคร 7,000 ล้านบาท โครงการมหาสมุทร 1,400 ล้านบาท รวมถึงโครงการนิมิต หลังสวน มูลค่า 7,000 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ช่วงที่เหลือของปีนี้ 8,400 ล้านบาท ทั้งนี้โครงการมหาสมุทรมีการขายไปแล้วคิดเป็น 70 % ของมูลค่าโครงการ ส่วนโครงการมหาสมุทรขายไปแล้วคิดเป็น 30 % ของมูลค่าโครงการทั้งหมด

หลังจากนี้บริษัทมีแผนจะเพิ่มยอดขายช่วงที่เหลือของปีนี้อีก 3,000 ล้านบาท โดยจากการโรดโชว์ที่ประเทศจีน ซึ่งปัจจุบันความต้องการอสังหาริมทรัพย์ แบบไฮเอ็นด์ในไทยอย่างมาก โดยบริษัทอยู่ระหว่างการขอวีซ่าอายุ 20 ปีให้กับลูกค้าที่ซื้อโครงการดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการในอนาคต บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท ซิติค คอนสตรัคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากจีนเข้ามาร่วมมือด้วยจะเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการ คาดว่าความร่วมมือต่างๆจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้โดยจะมีการเข้ามาถือหุ้นของบริษัทในสัดส่วนไม่เกิน 10 % รวมถึงเข้ามาช่วยในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต และช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนทางการเงินโดยจะทำให้ลดภาระดอกเบี่้ยได้ถึง50%จากต้นทุนเดิม