วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

JSP - ซื้อ

คาดการณ์กำไรปี 60 เติบโตสูงจากการปรับโมเดลธุรกิจ

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- JSP ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่าและเพื่อขาย : JSP ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายซึ่งมีทั้งอาคารพาณิชย์ ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมสำหรับลูกค้าระดับกลาง-ล่างราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่ามีทั้งระยะสั้นและระยะยาวในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ศูนย์การค้าชุมชน และตลาดคนเดินได้แก่ สำเพ็ง 2 ทิวลิปสแควร์ และไมอามี่บางปู โครงการที่ดำเนินงานอยู่ในปัจจุบันมี 11 โครงการมูลค่ารวม 2.7 หมื่นลบ. ในช่วง Q2 เปิดตัวทาวน์โฮม 3 โครงการมูลค่ารวม 2.3 พันล้านบาทใน 3 ทำเลได้แก่ เจซิตี้ สุขุมวิท-แพรกษา เจซิตี้ ติวานนท์-บางกะดี และเจซิตี้ ศรีราชา-อัสสัมชัญ

- กำไร 1Q60 ลดลง 17%YoY : ในช่วง 1Q60 มีรายได้จากการขายเท่ากับ 999 ล้านบาท +91%YoY และรายได้จากการให้เช่า 20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%YoY โดยมีกำไรสุทธิ 48 ล้านบาท ลดลง 16%YoY แบ่งเป็นกำไรจากธุรกิจอสังหาฯเพื่อขาย 102 ล้านบาท ส่วนแบ่งขาดทุนจากโครงการร่วมลงทุนในธุรกิจอสังหาฯ 18 ล้านบาท และขาดทุนจากธุรกิจให้เช่า 36 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นรวมอยู่ที่ 31% ลดลงจาก 34% ใน 1Q59 แต่ดีกว่าตัวเลขทั้งปี 59 ที่ต่ำเพียง 28%

- คาดกำไรปกติปี 60 เติบโตสูงมาก : การปรับกลยุทธ์มาสู่ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายโครงการแนวราบประเภททาวน์โฮมซึ่งเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ 4Q59 จากเดิมที่มีเพียงธุรกิจให้เช่าและการขายอาคารพาณิชย์ทำให้ฐานรายได้ปรับสูงขึ้น ปี 60 ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้รวม 5 พันล้านบาทเติบโต 62% จากปี 59 ทั้งนี้ปลาย 1Q60 มีรายได้รอโอน (backlog) อยู่ที่เกือบ 4 พันล้านบาทซึ่งคาดว่าจะโอนภายในปีนี้ราว 3 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือ 1 พันล้านบาทจะโอนในปี 61 ฝ่ายวิจัยประมาณการรายได้รวมราว 4.9 พันล้านบาทเติบโต 57% ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นรวม 31% ประมาณการกำไรปกติปี 60 อยู่ที่ราว 336 ล้านบาทเติบโต 1,235% จากกำไรปกติปี 59 หรือเติบโต 169% จากกำไรสุทธิปี 59 ทั้งนี้ กำไร 1Q60 คิดเป็น 14% ของประมาณการทั้งปี ทั้งนี้ ผลประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสจากยอดโอนที่ไต่ระดับเพิ่มขึ้นใน Q2 – Q3 และคาดจะสูงสุดรายไตรมาสใน Q4

- เริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 1.36 บาท : ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อการปรับโมเดลธุรกิจจากธุรกิจให้เช่ามาสู่ธุรกิจเพื่อขายที่ช่วยปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้น ในการประเมินมูลค่าพื้นฐานซึ่งอิง Prospect PE ที่ระดับ 17 เท่า ( PER หุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยใน MAI อยู่ที่ 34 เท่า PER หุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัยใน SET อยู่ที่ 12 เท่า PER SET อยู่ที่ 16 เท่า PER MAI 92 เท่า) และคาด EPS ปี 60 ราว 0.08 บาทได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 1.36 บาทซึ่งยังมี upside จากราคาปิดล่าสุด 27% จึงเริ่มต้นด้วยคำแนะนำ “ซื้อ”