เรียกว่าสั่งสมประสบการณ์ “อีเวนท์” กว่า 27 ปี คว้างานอีเวนท์ใหญ่ยักษ์จากรัฐบาลตีตั๋วไปอวดฝีไม้ลายมือ‘นานาชาติ’ประจักษ์ชื่อ‘อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ’จากสองฝาแฝดอีเวนท์มือทอง’เมฆ เกรียงไกร-หมอก เกรียงกาญ กาญจนโภคิน’
ล่าสุดกับงานแสดงนานาชาติ 'อัสตานา เอ็กซ์โป 2017' ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน กับคอนเซปต์การนำเสนอ “Future Energy” ที่บรรดา 110 ประเทศทั่วโลก ตบเท้าไปอวดศักยภาพด้านพลังงานให้โลกรู้ ณ สถานที่จัดงานในประเทศคาซัคสถาน
สำหรับประเทศไทย “อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ” เป็นผู้ชนะการประมูลงานแสดงนานาชาติดังกล่าว ด้วยวงเงิน 250 ล้านบาท ในการเป็นผู้สร้าง “ศาลาไทย” หรือ ไทยแลนด์พาวิลเลียน ภายใต้แนวคิดการพัฒนาด้านพลังงานชีวภาพ เพื่อมนุษยชาติหรือ “Bio energy for all” นำ “พืชพลังงานไทย” เช่น อ้อย ข้าวโพด ปาล์ม มันสำปะหลัง หญ้าโตเร็ว (King grass) แสดงให้เห็นถึงการนำมาผลิตพลังงานชีวมวล
นับถอยหลังไม่ถึง 10 วัน การเปิดอัสตานา เอ็กซ์โป 2017 กำลังจะเริ่มขึ้น ทว่า ไทยแลนด์พาวิลเลียนเป็นประเทศ “ลำดับแรก” ที่สร้างเสร็จล่วงหน้ากว่า 15 วัน พร้อมต้อนรับผู้เข้าชมงานเต็มที่
หากแต่กว่างานใหญ่นี้จะเสร็จเป็นรูปร่าง ในฐานะตัวแทนประเทศที่ไปจัดอีเวนท์ “เกรียงไกร กาญจนะโภคิน” ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ถึงกับเอ่ยปากถึง “โจทย์หิน” ที่เผชิญตลอดการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องของ “เวลา” และ “โลจิสติกส์” อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆจากไทยไปยังคาซัคสถาน
คาซัคสถานเป็น Landlocked ไร้พรมแดนติดทะเล การขนส่งจึงมีทางเลือกแค่เครื่องบิน รถไฟ ใช้เส้นทางจากจีนผ่านเข้าประเทศ หรือจะอ้อมข้ามทวีปไปยังเยอรมันและขับรถขนส่งผ่าน 4 ประเทศในยุโรปแทน ด้วยเหตุผลทางด้านนำสิ่งของเข้าออกด่านศุลกากรเอื้อกว่า
นอกจากนี้ ยังตระเตรียมรับมือเรื่องแรงงานก่อสร้าง ด้วยคาซัคสถานมีประชากรเพียง 17 ล้านคน ประเทศก็พัฒนาสิ่งปลูกสร้างต่างๆ และต้องมาสร้างพาวิลเลียนให้ทุกประเทศที่ร่วมงานอีก กฎหมายก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง การจะตัดแต่งต่อเติมอาคารก็เรียกว่าต้องขออนุญาติเป็นครั้งๆไป และรวมถึงการจะก้าวออกจากไทยไปทำอีเวนท์ที่โน่น การขอวีซ่าก็สาหัส “กินเวลา” นาน 3 สัปดาห์ แต่ก็ไม่โหดเท่าขนส่งอุปกรณ์ที่ใช้เวลาร่วม 4 เดือน
แต่กระนั้น การทำงานก็เสร็จสิ้นและถือว่า “เร็ว” เวลาที่เหลือจึงปรับแต่งให้เนื้องานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันอินเด็กซ์ฯ ยังใช้จังหวะนี้ “โปรโมท” ไทยแลนด์พาวิลเลียนเพื่อเรียกแขกไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข่าวสารในประเทศคาซัคสถาน ดึงศิลปินดังในบ้านเขามาเป็นแม่เหล็กสร้างการรับรู้ถึงประเทศไทยด้วย เป็นต้น โดยเป้าหมายครั้งนี้ อินเด็กซ์ฯหวังมีผู้เข้าชมงาน 5 แสนคน หรือคิดเป็น 10% ของเป้าหมายเจ้าภาพที่ต้องการดึงคนเข้าชมงาน 5 ล้านคน
อัสตานา เอ็กซ์โป เป็นงานระดับโลกชิ้นที่ 5 ที่อินเด็กซ์ฯได้สัมผัส
เมื่องานระดับโลก เป็น “ใบเบิกทาง” ให้กับอินเด็กซ์ฯ โชว์ผลงานอวดเอกลักษณ์เฉพาะตัว สเต็ปจากนี้ไป จึงเป็นจังหวะที่ต้องแสวงหาโอกาส และ “ขุมทรัพย์อีเวนท์” ต่างแดนที่ไกลจากอาเซียนอย่างจริงจัง โดย “เกรียงไกร” ให้น้ำหนักประเทศเป้าหมายคือตะวันออกกลาง และสิงคโปร์ เหตุผลเพราะสิงคโปร์จัดงานอีเวนท์ที่มี “มูลค่าสูง” ส่วนประเทศตะวันออกกลางมักจะไม่ทำงานเอง
“จากนี้ไปเราจะไม่จำกัดทำแค่พาวิลเลียนในไทย แต่งานเอ็กซ์โปครั้งถัดไปปี 2020 เราจะไปรับทำพาวิลเลี่ยนในประเทศอื่นด้วย" เพราะหากมองผลงาน อินเด็กซ์ฯมีลายเซ็นต์ชัด เพื่อนร่วมวงการจากเกาหลี ดูไบ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เห็นแล้วก็ร้องอ๋อ!
“บริษัทที่ไปทำงานเวิลด์เอ็กซ์โปบ่อยๆรู้จักเราหมด” เขาบอก
มองมาถึงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เกรียงไกรบอกว่า อยากจะพาบริษัทไทยที่ครีเอทีฟแห่งนี้ ไปซ่า! ทั่วโลก และหากได้งานระดับนานาชาติ แน่นอนมิติทางธุรกิจบริษัทก็มีงานใหญ่เสริมพอร์ตโฟลิโอ แต่หากโอกาสได้ประมูลแต่ไม่ได้เป็นผู้ชนะ ก็ไม่หวั่น
“มันเหมือนบริษัทข้ามชาติ (International firm) อยากให้เราอยู่ในเรด้าร์การประมูลใหญ่ๆ ที่เชิญเราเข้าไปประมูล ซึ่งเจ๋งมาก แม้จะไม่คว้าชัย แต่แค่ได้เข้าประมูลก็เท่แล้ว..ได้เท่ ได้แนะนำตัวให้ตลาดรู้”
แม้เวิลด์ เอ็กซ์โป 2020 จะเป็น “เป้าหมายใหม่” ที่หากผิดหวัง ทิศทางธุรกิจอีเวนท์ของอินเด็กซ์ฯ ก็ยัง “มองไกลเกินกว่าอาเซียนอยู่ดี” จากปัจจุบันที่เกาะกุมตลาดกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) และมองเพิ่มจากกลุ่มประเทศดังกล่าว เพื่อต่อจิ๊กซอว์ให้เต็มยิ่งขึ้น
การคร่ำหวอดในธุรกิจนี้มานาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งในและนอกบ้าน ทำให้อินเด็กซ์ฯมีแต้มต่อในเรื่องของ “การสร้างแบรนด์” พอตัว
“แบรนด์ดิ้่งเราดีนะ...ดีมาก ยิ่งเราทำเยอะ ก็ยิ่งสร้างแบรนด์อินเด็กซ์ฯ”
ทว่าจุดอ่อนในการทยานสู่เวทีใหญ่ ยอมรับยังมีจุดอ่อนเรื่อง “คน” ทั้งการออกไปทำงานต่างแดน วิธีคิดของคนไทย รวมถึงนักสร้างสรรค์ไอเดีย ก็ต้องมีมุมมองและเข้าใจมิติการทำธุรกิจให้เป็นด้วย จะคิดอยู่ในกรอบใดกรอบหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องบานลานซ์ 2 ด้าน เหล่านี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไข
นอกจาก “โอกาสใหม่” ที่เอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่เป็นแรง “กดดัน” ให้อินเด็กซ์ฯ ต้อง Go Global เพราะภาวะ “การแข่งขัน” ภายในประเทศที่นับวันทวีความเข้มข้นเป็นทะเลแดงเดือด (Red Ocean) และตลาดให้ความสำคัญและคุณค่า “งานคิดสร้างสรรค์” ค่อนข้างน้อย
ที่สำคัญธุรกิจอีเวนท์มีความ “อ่อนไหว” สูงมาก
“15 ปีมานี้ไม่เคยมีปีไหนดีสักปี ยุคทองของอีเวนท์จริงๆคงเป็นปี 2543” เขาย้ำ
เกรียงไกรบอกว่า ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บริษัทปรับตัวมาก เน้นสร้างสรรค์งาน “คุณภาพ” มากขึ้น เพราะเป็นตัวการันตีให้ธุรกิจอีเวนท์ “อยู่รอด” แสวงหาโมเดลธุรกิจใหม่ๆสร้างรายได้ให้อย่างยั่งยืน โดยเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Creative Business Solutions มีเครื่องยนต์สร้างรายได้จาก 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ครีเอทีฟ บิซิเนส ดีเวลลอปเม้นท์, ไอ-โปรเจคต์และมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส
และการสยายปีกสู่เวทีอีเวนท์นานาชาติจะเป็นหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ให้ 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ครีเอทีฟ บิซิเนส ดีเวลลอปเม้นท์และไอ-โปรเจคต์ เป็น 65-70% ภายใน 4-5 ปีจากนี้ จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 20-30% และที่เหลือเป็นกลุ่มธุรกิจมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส
“แรงกดดัน การแข่งขันในอนาคต เรามองอะไรที่ลูกค้าอยากได้จากเราซึ่งเป็นงานครีเอทีพ และงานคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ของถูก” เขาเล่าพร้อมตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมาบริษัทคนไทยจำนวนไม่น้อยยอมควักเงินแพงๆเพื่อจ้างต่างชาติให้มาทำงานสถาปัตยกรรม เพราะฝีมือขั้นเทพ!
“เราก็อยากแบบนั้นเหมือนกัน ถ้าเราไม่มีฝัน คงไม่ไปแบบนี้”
สำหรับภาพรวมธุรกิจอีเวนท์ปีนี้ เกรียงไกรยังมองว่ามีความท้าทายรออยู่ โดยเฉพาะการปรับตัวขององค์กรให้เข้ากับสถานการณ์ของประเทศ และในฐานะนักบริหารจัดการที่เป็นแม่ทัพเคลื่อนองค์กร 27 ปี ต้องทำให้พนักงานเก่าและใหม่กว่า 400 ชีวิต ปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางของบริษัทด้วย
“สไตล์ผมบุกไปข้างหน้าอยู่แล้ว ทุกครั้งที่บุกก็เห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง ดังนั้นคนก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใหม่ๆด้วย”
–//--
แต่งตัวให้สวย รอเข้าตลาดฯ
แปลงบริษัทเป็น “มหาชน” มานาน สำหรับอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ แต่ก็ยังไม่ได้เข้าไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เสียที แต่หลังจาก “แมทธิว กิจโอธาน” ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เวฟ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ เข้ามาลงทุน 50% ในอินเด็กซ์ฯ เมื่อปี 2558 ด้วยเป็นมือการเงิน ก็พร้อมดันอินเด็กซ์ฯ จดทะเบียนในตลาดภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
เกรียงไกร บอกว่า ในอนาคตเมื่อต้องทำโปรเจคของตนเองผ่านกลุ่มธุรกิจไอ-โปรเจคต์ กระทั่งทำงานอีเวนท์ระดับนานาชาติ อาจต้องใช้เงินทุนที่สูงขึ้น การเข้าตลาดก็จะสามารถระดมทุนในการทำโปรเจคต์เหล่านั้น
โดยนับจากนี้ไป ก็จะเป็นช่วงที่อินเด็กซ์ฯต้องแต่งตัวให้สวย เพื่อให้วันที่ซื้อขายหุ้นจะได้แตะตาและจูงใจนักลงทุน





