วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โชติพัฒน์'ชู 3ปีปั้นอาคเนย์ สู่เส้นทางมหาชน

“โชติพัฒน์”ชู 3ปี ปั้นอาคเนย์ สู่เส้นทางมหาชน

“อาคเนย์กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน” ภายใต้การนำของ “โชติพัฒน์ พีชานนท์” โชว์แผนการดำเนินงาน 3 ปีเข้าใกล้เป้าหมายแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจประกันวินาศภัยเติบโตโดดเด่นแซงหน้าทำให้กลายเป็นที่จับตามองย้ำแผนต่อไปเร่งขยายฐานลูกค้าในและนอกกลุ่มเพิ่มขึ้น

ภายใต้กลยุทธ์“กลยุทธ์ synergy เติบโตไปด้วยกันแบบ win-win ที่มีหัวเรือใหญ่ “โชติพัฒน์ พีชานนท์"  ประธานกรรมการบริหาร อาคเนย์กลุ่มธุรกิจประกันและการเงิน เป็นผู้ขับเคลื่อน มาถึงวันนี้พิสูจน์ความสำเร็จได้ว่าสามารถเติบโตก้าวกระโดด

เป้าหมายการเติบโตปีนี้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผน 3 ปี “อาคเนย์” ยังคงมุ่งเติบโตไม่ต่ำกว่าปี 2559 ที่ธุรกิจประกันวินาศภัยมีเบี้ยรับรวมกว่า 9,085 ล้านบาทเติบโตสูงถึง 47% มีส่วนแบ่งการตลาดขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 6 จากอันดับ 11 ภายใน 2 ปีทางด้านธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยรับรวมกว่า 6,487 ล้านบาทเติบโต 24% เป็นเบี้ยรับใหม่โต 39% ตัวแทนใหม่เพิ่มขึ้น 70% อัตราความยั่งยืนสูงถึง 89% เป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรม

“สูตรสำเร็จ 3 ปี” คิดต่างและชัดเจน

โชติพัฒน์ กล่าวว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว มีเฉพาะบางเซ็กเตอร์หรือบางบริษัทเท่านั้นที่เติบโต “อาคเนย์” ยังเติบโตได้ดีกว่าทั้งในกลุ่มทีซีซีและตลาดประกันภัยด้วยเป้าหมายทางธุรกิจที่แตกต่างและนโยบายที่ดีชัดเจนคือ “เติบโตไปในแนวทางของเราเอง” แม้ฐานยังเล็กอยู่ก็ตาม แต่สิ่งที่สำคัญในแผน 3 ปีของอาคเนย์ คือ มุ่งเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ในแง่ของการมีขนาดธุรกิจสามารถให้บริการธุรกิจในกลุ่มทีซีซี และให้บริการธุรกิจนอกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามแผน 3 ปีของอาคเนย์ มุ่งเน้น B2B2C อาจจะยังไม่เห็นแบรนด์อาคเนย์ในตลาด C หรือตลาดรายย่อยมากนัก เพราะที่ผ่านมายังมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มที่มีความสำคัญกับ B หรือตลาดธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่ B เหล่านั้นอาจจะยังไม่ได้สัมผัสกับแบรนด์อาคเนย์โดยตรง แน่นอนว่าสามารถรับรู้ได้ถึงบริการด้านประกันและการเงินที่ดีจากอาคเนย์ผ่านพันธมิตรคู่ค้าของอาคเนย์แล้วนั้นเอง

“เป้าหมายของเราคงไม่ได้ไปเปรียบเทียบกับใคร การเติบโตของเราเพื่ออยู่ใน position ที่มีความหมายทั้งในกลุ่มทีซีซีและตลาดประกันการเงินจะทำให้พัฒนาและดีขึ้นเรื่อยๆ ได้ ปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจในกลุ่มทีซีซีมีไม่ถึง 30% ส่วนใหญ่เป็นตลาดนอกกลุ่มกว่า 70%”

ก้าวต่อสู่แผนแห่งอนาคต

ขณะที่แผนในอนาคตของอาเคย์ หลังจากสิ้นสุดแผน 3 ปี โชติพัฒน์ ย้ำว่า ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป แบรนด์อาคเนย์จะลงไปถึงระดับ C สัมผัสได้มากขึ้น เริ่มจากระดับ C ที่เป็นกลุ่มลูกค้าของคู่ค้าที่มีความคุ้นเคยกับเรามาแล้วระดับหนึ่ง กลุ่มนี้มีฐานลูกค้าพอสมควร จากนั้นจะเข้าไปในกลุ่ม C ที่เป็นลูกค้าทั่วไปมากขึ้น

แน่นอนว่าแผนธุรกิจของอาคเนย์ จะเปลี่ยนแปลงไปเตรียมรีแบรนด์ใหม่ ให้มีความทันสมัย อายุน้อยลง มีความเป็นดิจิทัล รวดเร็ว ตอบโจทย์ลูกค้าตามความการจริงๆ เพื่อเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น

“ตอนนี้ทีมงานเรากำลังศึกษาทั้งเรื่องอีคอมเมิร์ซ อีเพย์เมนท์ อีวอเรต และยังต้องติดตามผลหลังซีพีจับมือกับอาลีบาบาแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เชื่อว่า ในไม่ช้านี้ กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีคงจะเข้ามาในไทยอีก จะทำให้คนไทยมีทางเลือกและเราเองก็หวังว่าจะเป็นหนึ่งในพันธมิตรตรงนี้ ซึ่งเรามีพูดคุยกับบริษัทต่างชาติ ยังไม่สามารถเปิดเผยได้”

นอกจากนี้ เมื่อภาพที่คาดหวังไว้ในไทยมีความหมายแล้ว “อาคเนย์” จะมองไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราเติบโตสูงกว่า ในสไตล์ของเราเมื่อออกไป ต้องมีความหมาย นั้นคือ “ต้องได้เงินเลยทันที”

สร้างฐานลูกค้าใน-นอกกลุ่ม

อย่างไรก็ดีในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ “อาคเนย์” ยังมุ่งมั่นเดินหน้าตามแผน 3 ปี มุ่งขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางพันธมิตร เช่น ดีลเลอร์ รถยนต์ และสนับสนุนให้ตัวแทนเปิดสำนักงานสาขาตัวแทนเพิ่มขึ้น

สำหรับพันธมิตรในกลุ่มทีซีซี ถือเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญ เช่น ไทยเบฟ เบอร์รี่ยุคเกอร์ บิ๊กซี เช่น บิ๊กซีมีฐานสมาชิก กว่า 9 ล้านคน ขณะที่พันธมิตรนอกกลุ่มที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เช่น ธุรกิจเทลโก้ ผู้ให้บริการโทรศัทพ์มือถือ ธุรกิจรีเทล และโบรกเกอร์ เป็นต้น

ทั้งนี้ วางกลยุทธ์นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันแบบบันเดิ้ลทั้งประกันวินาศภัยและประกันชีวิตเข้าด้วยกัน ทำให้ลูกค้าได้รับความคุ้มครองครบถ้วนและได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางตัวแทนที่นำเสนอขายประกันได้ทั้งสองประเภท และผ่านช่องทางออนไลน์และเว็บไซต์ด้วย ซึ่งในอนาคตอันใกล้จะมีการพัฒนาช่องทางนี้เข้ามาช่วยขยายตลาดมากขึ้นขณะเดียวกันพยายามมอบสิทธิประโยชน์ของกลุ่มทีซีซีให้กับคู่ค้าและลูกค้ามากที่สุด ซึ่งลูกค้าตอบรับดี

"เวลา”เป็นความท้าทาย

ในระหว่างก้าวต่อ “อาคเนย์” ไปสู่กลุ่มธุรกิจประกันขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมีความหมาย จุดท้าทายสำคัญ “โชติพัฒน์” บอกว่า คือ “เวลา”

“ตอนนี้ผมทำไม่ทัน เพราะว่าจริงๆ แล้ว ธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วมาก อย่างธุรกิจฟิล์ม เพลง ทีวี ค่อยๆ หายไป เมื่อมีไอเดียความคิดที่ดี แต่ไม่ได้ทำ ก็เหมือนเราเสียโอกาสทางธุรกิจ เหมือนไม่ได้คิด ทำให้เราต้องมีคนที่มีความสามารถมาช่วยกันทำ มีระบบการตัดสินใจเร็วและทำเลย อาจมีความผิดพลาดบ้างระหว่างทางก็ต้องแก้ไขกันไป”

และท้ายสุดเมื่อถามถึง ทางด้านแรงกดดัน “โชติพัฒน์“ บอกว่า คือ ”ตัวเอง“ อาคเนย์ ได้รับการสนับสนุนการเติบโตอย่างเต็มที่จากคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้ถือหุ้นใหญ่แน่นอน ว่า เป็นสิ่งที่ดี ทำให้สามารถเติบโตได้อย่างที่พูดเอาไว้จริงๆ ทั้งเทียบกับบริษัทในกลุ่มทีซีซี กรุ๊ปทั้งหมด กลุ่มอาคเนย์ เติบโตสูงสุด แม้ฐานเรายังเล็กก็ตาม