"ดีบีเอส วิคเคอร์ส" แชมป์ค้าหุ้น อานิสงส์ยอดซื้อขายนักลงทุนต่างชาติหนุน บล.กสิกรไทย ลดความน่าสนใจหุ้นไทย ประเมินดัชนีปีนี้ 1,570 จุด เหตุจีดีพีโตต่ำ
ดีบีเอส วิคเคอร์ส แซง เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ขึ้นส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุด หลังยอดเทรดต่างชาติยังสูง ในขณะที่รายย่อยหยุดเทรด พบต่างชาติ หันใช้ระบบเทรดความเร็วสูงมากขึ้น พร้อมปรับระบบรองรับ ชี้ไม่มีผลกับดัชนี ด้าน กสิกรไทย เปิด 3แผนงานเพิ่มบทวิจัย-ยกระดับมาร์เก็ตติ้ง -พัฒนาโปรดักท์ใหม่
ขณะที่ บล.กสิกรไทยปรับลดความน่าสนใจตลาดหุ้นไทย ประเมินปีนี้ดัชนียืนที่ 1,570 จุด เหตุกำไรบจ.เติบโตน้อย
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงาน ส่วนแบ่งทางการตลาดของการซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ ในเดือน พ.ค. 2560 พบว่าบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) มีส่วนแบ่งขึ้นมาเป็นอันดับที่ 1 ที่ 7.27 % แซงหน้า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับที่ 2 ที่ 6.77% ในขณะที่อันดับที่ 3 บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มีส่วนแบ่งที่ 5.63 % อันดับที่ 4 บล.ภัทร มีส่วนแบ่งที่ 5.24 % และ อันดับที่ 5 บล. ฟินันเซีย ไซรัส มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 5.14 %
หากดูส่วนแบ่งการตลาดจากต้นปีถึงเดือนพ.ค. พบว่า บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็งฯอยู่ที่ 7.52% บล.ดีบีเอสฯ 6.81 % บล.ซีไอเอ็มบี่ 5.52 % บล.ฟินันเซีย ไซรัส มีส่วนแบ่ง 5.33 % บล.ภัทร อยู่ที่ 4.95%
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ส่วนแบ่งการซื้อขายของบริษัทในเดือนนี้ที่เพิ่มขึ้น มองว่าเกิดจากนักลงทุนต่างชาติเข้าทำการซื้อขายหุ้นอย่างสม่ำเสมอและไม่มีมูลค่าการซื้อขายที่ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับนักลงทุนรายย่อย ทำให้ส่วนแบ่งของบริษัทขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 1 ทั้งนี้ทิศทางของนักลงทุนต่างชาติเริ่มใช้ระบบการซื้อขายแบบรวดเร็วเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
“เรามองว่าการที่บริษัทขยับส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็นอันดับที่ 1 น่าจะเกิดจากนักลงทุนรายบุคคลมีการเทรดที่ลดลง และบางวันมีสัดส่วนซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน เหลือระดับ 45 % จากระดับปกติที่ 60 % ทำให้ส่วนแบ่งโบรกเกอร์รายย่อยลดลง”
ขณะที่ลูกค้าของบริษัทเป็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ ที่ยังเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอย่างคึกคัก และไม่ได้ปรับลดสัดส่วน ทำให้ส่วนแบ่งขยับเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้บริษัทยังมีนักลงทุนต่างชาติได้เข้าลงทุนผ่านระบบการซื้อขายแบบรวดเร็ว ผ่านบริษัทมาก ซึ่งบริษัทได้ปรับการให้บริการเพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว โดยในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา มีลูกค้าที่เข้ามาซื้อขายด้วยรูปแบบนี้มากขึ้น และในอนาคตมีการเติบโต เนื่องจากสภาพของตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในระดับที่สูง
ทั้งนี้แม้นักลงทุนกลุ่มนี้จะมีการเก็งกำไรในหุ้น และเล่นรอบการซื้อขายค่อนข้างเร็วแต่จะไม่ส่งกระทบกับตลาดหุ้นไทย เพราะในระบบการซื้อขายนั้น จะถูกออกแบบมาให้ผันแปรตามมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งมูลค่าของการลงทุนผ่านระบบการซื้อขายแบบรวดเร็วยังถือว่ามีน้ำหนักที่น้อยมาก
ด้านนายธิติ ตันติกุลานันท์ ประธานกรรมการ บล.กสิกรไทยกล่าวว่า แผนงานบริษัทปีนี้ ยังคงให้น้ำหนักกับคุณภาพบทวิจัยบริษัทจดทะเบียน โดยปัจจุบันทำวิจัยบริษัทจดทะเบียนราว100 กว่าบริษัท มีเป้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 130 บริษัทและพัฒนาระบบการซื้อขายผ่านออนไลน์ เนื่องจากเห็นเทรนด์ด้านนี้เติบโตสูงขึ้นมาก โดยปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนลูกค้าเทรดผ่านออนไลน์ ถึง 70% ซึ่งปลายปีนี้จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่มา หลังจากได้ออกแอพพลิเคชั่นชื่อ เค ซูเปอร์ ดี ซึ่งเป็นโปรดักท์สำหรับลูกค้าที่นิยมซื้อขายตราสาร DW รวมทั้งเปิดให้ลูกค้าไปซื้อขายตลาดต่างประเทศได้ นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับคุณภาพของมาร์เก็ตติ้ง โดยจะมีการพัฒนามาร์เก็ตติ้งเพื่อให้ตอบสนองกับลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น
ส่วนการแข่งขันในธุรกิจโบรกเกอร์ยังคงมีอยู่ไม่ได้ลดลงจากปีที่ผ่านมาแต่ด้วยปริมาณการซื้อขายที่ลดลง โดยปีนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 4-4.5 หมื่นล้านบาทต่อวันจากปีแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน ก็อาจทำให้การแข่งขันดูเหมือนเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่อันดับ 7-8
นางจิรลาวัณย์ ตั้งกิจเวทย์ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์และนักลงทุนสถาบัน บล.กสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ปีนี้ ไม่น่าจะดีนัก และได้ปรับลดความน่าสนใจตลาดหุ้นไทยลง โดยประเมินปีนี้ดัชนีอยู่ที่ 1,570 จุด ตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำประมาณ 3-3.5% ซึ่งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจระดับนี้ ไม่ช่วยเอื้อต่อการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียน จะเห็นได้ว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกปีนี้ที่ออกมา ถ้าหักกลุ่มพลังงานออกไปแล้วแทบจะไม่โตเลย ซึ่งพลังงานที่โตเพราะเทียบกับงวดเดียวกันปีที่แล้วได้ส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้น









