ผ่ามุมคิด.. "เก็บภาษี" กองบอนด์ แนะยกเว้นผู้ลงทุนต่ำ 1 ล้าน
เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมบริษัทจัดการลงทุนและบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ได้เข้าไปนำเสนอข้อมูลต่อกรมสรรพากร สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ถึงผลกระทบและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับการจัดเก็บภาษีผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ของกองทุนรวม เพื่อให้ทางการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เข้าร่วมประชุมด้วย
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทางสมาคม บลจ. และก.ล.ต. ออกตัวชัดเจนถึงจุดยืนสนับสนุนการเก็บภาษีดังกล่าว ที่ปรากฏตามเอกสารของ ก.ล.ต. ระบุชัดเจนว่า “ก.ล.ต. เห็นว่าการจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรม และสนับสนุนให้ธุรกิจกองทุนรวมเติบโตในระยะยาว”
อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็ยังไร้ข้อสรุปใดๆ และอุปสรรคใหญ่สำหรับ บลจ. เห็นตรงกัน ในการประชุมครั้งนั้น โดย บลจ.คาดว่า ไม่สามารถวางระบบรองรับการจัดเก็บภาษีได้ทันตามที่กระทรวงการคลังจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้
แหล่งข่าวในวงการบริษัทจัดการกองทุน (บลจ.) เล่าว่า การประชุมก่อนหน้าที่คุยกันไว้จะเก็บภาษีจากผู้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ 15% ของผลตอบแทนที่ได้รับ โดยเก็บจากเงินลงทุนก้อนแรกเหมือนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว เช่น ลงทุน 5 ครั้งๆ ละ 10,000 บาท หากนักลงทุนขายออก 10,000 บาทก็จะคิดภาษีจากผลตอบแทนของเงินลงทุนที่ซื้อครั้งแรก ซึ่งการเก็บลักษณะนี้ต้องใช้ต้นทุนและทรัพยากรในการเก็บข้อมูลอย่างมาก
ทาง บลจ.จึงต่อรองให้คำนวณกำไรแบบต้นทุนเฉลี่ยแทน รวมทั้งให้ข้อมูลไปว่า การพัฒนาระบบของ บลจ.อาจต้องใช้ประมาณปีครึ่ง ไม่สามารถทำได้เร็วเหมือนตามที่กระทรวงการคลังตั้งใจไว้
นอกจากนี้ในส่วนของกองทุนผสมที่มีการลงทุนในตราสารหนี้และสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น หุ้นหากเก็บภาษีจากผลตอบแทนที่ได้รับทั้งหมด ซึ่งจะมีส่วนที่เป็นหุ้นดังนั้นผลตอบแทนในส่วนของหุ้นก็จะถูกเก็บภาษีด้วย อีกทั้งผลตอบแทนของกองทุนจะขึ้นลงตามราคาหุ้นซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะคิดภาษีอย่างไร ดังนั้นหากกระทรวงการคลังยังไม่มีอะไรที่ชัดเจน บลจ.ก็ยังไม่สามารถดำเนินการหรือวางระบบอะไรได้จนกว่าจะมีข้อสรุป
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าว บลจ. มองว่า หากเก็บภาษีผู้ถือหน่วยลงทุนก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกับผู้ฝากเงินที่ได้รับการยกเว้นภาษีสำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับไม่ถึง 20,000 บาท หรือมีเงินลงทุน 1 ล้านบาท มิเช่นนั้นผู้ลงทุนในกองทุนรวมก็อาจเสียเปรียบการลงทุนในประเภทสินทรัพย์ที่มีลักษณะและความใกล้เคียงกัน ซึ่งประเด็นนี้ยังไม่ได้หารือกันแต่คงต้องสรุปให้ชัดเจน
รวมถึงกรณีที่บุคคลธรรมดาลงทุนแล้วขาดทุนจะได้เคลมภาษีคืนได้หรือไม่ เพราะหากมีกำไรต้องเสียภาษี ในขณะที่นักลงทุนสถาบันหากลงทุนแล้วขาดทุนในปีนั้น จะเสียภาษีลดลงอัตโนมัติ รวมทั้งปัจจุบันกองทุนรวมเป็นหน่วยงานที่ไม่เสียภาษี แต่หากมีการเก็บภาษีเหมือนนิติบุคคลจะต้องแก้กฎหมายและยกเลิกการยกเว้นภาษีดังกล่าว
สำหรับข้อเสนอของ บลจ. นั้น แหล่งข่าว ระบุว่า ถ้าเก็บจริงควรจะทำในลักษณะที่เก็บเป็นเฟส แต่ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ ให้แข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ ก็มีตัวอย่างประเทศรอบบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์และฮ่องกงมีการเก็บภาษี ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จการขยายตลาดตราสารหนี้ แต่ภาครัฐก็อาจจะอ้างได้ว่าคนอื่นก็เก็บกัน
อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า หากจะเก็บภาษีจากกองทุนตราสารหนี้จริง ควรเก็บเฉพาะในส่วนของ Term fund
เรื่องนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงิน ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนสามารถเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ทำให้ มูลค่าของกองทุนรวมในประเทศไทย เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง กว่าเท่าตัว จาก 2.3 ล้านล้านบาท จนแตะระดับประมาณ 4.8 ล้านล้าน บาท ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่นั้น อยู่ในกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งมีขนาดโดยประมาณถึง 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 54 % ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
ดังนั้น การที่กระทรวงการคลังมีแนวคิดที่จะเก็บภาษี 15% จากเงินปันผลของกองทุนตราสารหนี้ ในรูปแบบTerm fundนั้น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อ ตลาดตราสารหนี้ และ นักลงทุนตราสารหนี้แม้ว่า มูลค่าของกองทุนประเภทTerm fundนั้น อยู่ที่ประมาณ 700,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 27% ของมูลค่ากองทุนตราสารหนี้ และ 14% ของมูลค่ากองทุนรวมทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษีกองทุนTerm fundก็ยังมีส่วนดี เนื่องจาก หากนักลงทุนมีความสนใจในกองทุนดังกล่าวลดลง บริษัทจัดการลงทุน และ ผู้จัดการกองทุน ย่อมจะต้องแข่งขันกัน เพื่อออกผลิตภัณฑ์มาตอบโจทย์และรองรับนักลงทุนที่ย้ายมาจาก การลงทุนในTerm fundซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมการลงทุน และ นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ การจัดเก็บภาษี 15%ย่อมจะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยเม็ดเงินดังกล่าวอาจจะสูงถึง 6,000-7,000 ล้านบาท จากการประมาณของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน
แต่ทว่า การที่นักลงทุนมีแนวโน้มลงทุนในกองทุน Term fund ลดลง จะยังส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้นั้นลดลงตาม ทำให้การระดมทุนโดยออกตราสารหนี้นั้น ต้องให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อจูงใจนักลงทุน ซึ่งจะเพิ่มภาระทางการเงินให้กับบริษัทเอกชนที่ต้องการระดมเงินทุน และที่สำคัญ รัฐบาลเองก็เป็นผู้ออกตราสารหนี้จำนวนมาก การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น จะทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักว่า รายได้ภาษีแค่ไม่กี่พันล้าน คุ้มกับต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นหรือไม่







