วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทรีนิตี้' ออกระบบเทรดหุ้นแบบใหม่

"ทรีนีตี้ วัฒนา" เผยอยู่ระหว่างขอก.ล.ต.ออกผลิตภัณฑ์ช่วยบริหารต้นทุนการซื้อขายลูกค้า หวังสร้างผลตอบแทนดีกว่าดัชนีหุ้น 20% เจาะกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ เดินหน้าขยายไพรเวท เวลธ์ ทะลุ 3.3 พันล้านบาท ประเมินมูลค่าการซื้อขายปีนี้ทะลุ 5 หมื่นล้าน 

นายชาญชัย  กงทองลักษณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) TNITY กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อขอออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถบริหารผลตอบแทนจากการลงทุนได้สูงกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นประมาณ 20%

“เราอยู่ระหว่างการขออนุญาตก.ล.ต.ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสร้างผลตอบแทนทีด่ีให้กับลูกค้า โดยเป้าหมายจะต้องมีผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาด 20% ซึ่งจุดเด่นของผลิตภัณฑ์จะไม่ใช่แค่การแนะนำหุ้น แต่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อขายหุ้นได้มีประสิทธิภาพ”

ทั้งนี้ เครื่องมือดังกล่าวจะช่วยแนะนำหุ้นให้กับลูกค้า หากมีหุ้นที่บริษัทแนะนำให้ลูกค้าเข้าทำการซื้อขาย ลูกค้าสามารถใช้โปรแกรมของบริษัทเข้าซื้อหุ้น ซึ่งบริษัทจะช่วยให้ลูกค้ามีราคาเฉลี่ยต้นทุนในการซื้อขายหุ้นที่ดีกว่า ราคาเฉลี่ยตลาด ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะไม่ใช่เพียงแนะนำการเข้าซื้อหุ้น แต่จะมีการแนะนำจังหวะการขายทำกำไรด้วย โดยใช้โมเดลพอร์ตจำลองของบริษัทเป็นต้นแบบ

กลุ่มเป้าหมายที่บริษัทต้องการเจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการซื้อขายหุ้นด้วยตนเอง ซึ่งประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับคือระดับอัตราค่าธรรมเนียมการซื้อขายหลักทรัพย์ (ค่าคอมมิชชั่น) ระดับ 0.25% นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนจะเจาะกลุ่มการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล  (ไพรเวท เวลธ์) ปัจจุบันมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การดูแลทั้งสิ้น 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายในปีนี้จะต้องมีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 3,300 ล้านบาท

กลยุทธ์ผลักดันให้ถึงเป้าหมาย คือ เปิดให้บริการดูแลการซื้อขายที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้น จากเดิมที่บริษัทจะเน้นกลยุทธ์ ไม่ทำให้พอร์ตลูกค้าติดลบ และต้องสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าผลตอบแทนของตลาด ผลงานในช่วงที่ผ่านมาพบว่าอยู่ในระดับที่ดี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 13-14%  ส่วนธุรกิจด้านวาณิชธนกิจนั้น ในปีนี้คาดว่าจะนำบริษัทเข้าระดมทุน ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง 7-9 บริษัท

สำหรับเป้าหมายผลการดำเนินงานโดยรวมในปีนี้ มองว่า รายได้และกำไรน่าจะทรงตัว หรือดีขึ้นกว่าปีก่อนเล็กน้อย ในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมาพบว่า ตลาดหุ้นมีความเคลื่อนไหวที่คึกคัก และมีมูลค่าการซื้อขายที่สูง แต่พอเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 พบว่ามูลค่าการซื้อขายหุ้นเบาบางลง เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุนตลาดทุน แต่ด้วยปัจจัยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีทิศทางที่ดี  ทำให้เชื่อว่ามูลค่าการซื้อขายจะกลับมาคึกคักวันละ 5 หมื่นล้านบาทได้และคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ 7-8 หมื่นล้านบาท