ธปท.ชี้คนแห่ "ทิ้งบ้าน" กดหนี้เสียที่อยู่อาศัย "พุ่ง"
บ้านถือเป็นหนึ่งใน “ปัจจัยสี่” ต่อการดำรงชีวิตของคน จึงเชื่อกันว่าในบรรดาสินเชื่อครัวเรือนแล้ว สินเชื่อบ้านหรือ “สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย” จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนขอกู้จะปล่อยให้กลายเป็นหนี้เสีย หรือ “เอ็นพีแอล”
แต่ทว่าข้อมูลจากผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2560 ของธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบ พบว่า สัดส่วนเอ็นพีแอลของสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยอยู่ที่ 3.23% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.93%
“ดารณี แซ่จู” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) บอกว่า สาเหตุที่ เอ็นพีแอล กลุ่มที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากในไตรมาสดังกล่าว ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากเมื่อ 3-4 ปีก่อน ธนาคารพาณิชย์แข่งขันกันปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก
โดยมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า teaser rate คือ ผู้ขอกู้สามารถผ่อนชำระได้ในอัตราต่ำช่วง 3 ปีแรก แต่หลังจากนั้นอัตราการผ่อนชำระจะสูงขึ้น ทำให้ภาระในการผ่อนชำระเพิ่มขึ้นด้วย ประกอบกับเศรษฐกิจที่การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวมากนัก ทำให้ลูกค้าบางกลุ่มไม่สามารถผ่อนชำระต่อไปได้ จึงกลายเป็นเอ็นพีแอล
ดารณี บอกว่า โดยปกติแล้วสินเชื่อที่อยู่อาศัยจะเป็นตัวสุดท้ายที่ผู้ขอกู้เลือกที่จะผิดนัดชำระ การที่เอ็นพีแอลกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น สะท้อนได้ว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ไม่ดีนัก แม้เราจะเห็นว่ารายได้ภาคเกษตรเริ่มฟื้นตัวมากขึ้น แต่ยังไม่กระจายตัวในทุกสินค้า ประกอบกับการลงทุนภาคเอกยังไม่ดีขึ้น ขณะที่การส่งออกแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่เกิดการผลิตใหม่มากนัก ทำให้การจ้างงานยังไม่กระจายตัว รายได้ของประชาชนจึงไม่ได้เพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอาชีพ
“เรื่องนี้เป็นอะไรที่ทั้งแบงก์ชาติและแบงก์พาณิชย์ ติดตามดูอยู่อย่างใกล้ชิด ดูว่าจะไหลต่อเนื่อง(เอ็นพีแอล) หรือไม่ แต่เท่าที่เราเห็น คือ ในปี 2558-2559 การแข่งขันการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มนี้ไม่ได้มากแล้ว และถ้าดูการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มที่อยู่อาศัย ก็จะเห็นว่าเริ่มชะลอตัวลงมา”
ภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในไตรมาสแรกปี 2560 มีอัตราการเติบโตที่ 6% ชะลอตัวลงจากสิ้นปี 2559 ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่ 6.9% ขณะที่ในปี 2558 อัตราการเติบโตของสินเชื่อที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 9.3%
อย่างไรก็ตามหากดูผลดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบในไตรมาสแรกปี 2560 พบว่า สินเชื่อโดยรวมยังขยายตัวในระดับต่ำ มีอัตราการเติบโตที่ 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ดารณี ระบุว่า การขยายตัวดังกล่าว สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนไม่เข้มแข็งนักและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งภาคธุรกิจมีทางเลือกในการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และหุ้น
อย่างไรก็ตาม ทั้งสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) ขยายตัวเพิ่มขึ้น แม้จะยังกระจุกตัวในธุรกิจบางประเภท ทั้งนี้ในภาคธุรกิจการเงินมีการคืนหนี้ธนาคารพาณิชย์ ด้วยการออกหุ้นกู้ทดแทนเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน ในภาวะที่ดอกเบี้ยตลาดพันธบัตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
สำหรับสินเชื่อธุรกิจไตรมาสแรกปี 2560 ขยายตัวที่ 2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยขยายตัวทั้งในสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อเอสเอ็มอี สำหรับสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ กลับมาขยายตัวเป็นบวกที่ 3.9% หลังจากหดตัวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยสินเชื่อขยายตัวจากบางภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจพลังงาน การขนส่ง และที่พักแรม สอดคล้องกับภาคส่งออกที่เริ่มฟื้นตัวและการท่องเที่ยวที่ปรับดีขึ้น
ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี ขยายตัวที่ 2.2% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตยางและพลาสติกและการขายส่งวัตถุดิบทางการเกษตร สอดคล้องกับราคายางและผลผลิตสินค้าเกษตรที่ปรับดีขึ้น
ในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภค ขยายตัวในอัตราชะลอจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 4.6% โดยชะลอตัวในพอร์ตสินเชื่อที่อยู่อาศัย บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ขยายตัวเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับยอดการซื้อรถยนต์ที่ปรับดีขึ้นหลังจากสิ้นสุดเงื่อนไขระยะเวลา 5 ปี ในการถือครองรถยนต์คันแรก
ส่วนคุณภาพสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ดารณี ยอมรับว่า คุณภาพด้อยลงจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.83% มาอยู่ที่ 2.94% โดยเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อธุรกิจทั้งขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีในบางอุตสาหกรรม รวมทั้งสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีในภาคพาณิชย์
ขณะที่คุณภาพสินเชื่ออุปโภคบริโภคด้อยลงจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยตามที่กล่าวมาข้างต้น ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นเป็นพิเศษ(เอสเอ็ม) ต่อสินเชื่อรวมลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.61% จากไตรมาสก่อน
ดารณี เชื่อว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลจากนี้ไปน่าจะเริ่มเติบโตในอัตราที่ชะลอตัว และน่าจะอยู่ระดับสูงสุดภายในปีนี้ เพราะเคยมีผลการศึกษาพบว่า เอ็นพีแอล จะเป็นตัวเลขที่ตามการเติบโตของเศรษฐกิจประมาณ 2-3 ไตรมาส ในขณะที่เศรษฐกิจไทยก็เริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้นบ้างแล้ว
สำหรับการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ พบว่า เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อรองรับการด้อยลงของคุณภาพสินเชื่อ โดยเงินสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 5.45 แสนล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนเงินสำรองที่มีต่อเงินสำรองพึงกันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 161.8% จากสิ้นปี 2559 ที่ 159.6%








