วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สคร.' ยันไม่ปิด 'แบงก์อิสลาม' เตรียมเพิ่มทุน

"สคร." ยันไม่มีนโยบายปิด "ธนาคารอิสลาม" เร่งคัดหนี้เสียกว่า 57% เพื่อเดินหน้าต่อ เตรียมทยอยเพิ่มทุนอีก 18,000 ล้านบาท เปิดทางพันธมิตรใหม่เข้าถือหุ้น

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะปิดธนาคารอิสลามแห่งประเทศ หากไม่สามารถหาพันธมิตรได้ ยืนยันว่า ยังไม่มีนโยบายที่จะปิดธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือ ไอแบงก์ แม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องหนี้สะสมสูงและเข้าแผนฟื้นฟูอยู่ก็ตาม เพราะจากการคำนวณพบว่าการปิดกิจการจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจและเม็ดเงินงบประมาณรัฐบาลมากกว่า การฟื้นฟูกิจการให้กลับมาเดินหน้าต่อได้ ทั้งนี้ ได้มีการคัดหนี้เสียกว่า 57% ออกมาเพื่อให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เป็นผู้นำหนี้ออกไปบริหาร นับเป็นการแยกหนี้ดีและหนี้เสียออกจากกัน เพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้เพื่อหารายได้ได้ต่อไป

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังยังเตรียมที่จะเพิ่มทุนรอบใหม่ให้อีก 18,000 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่เพิ่มทุนไปแล้วรวม 5,277 ล้านบาท เพื่อให้สถานะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือ บีไอเอส เรโชว์ ไม่ติดลบ ซึ่งในปัจจุบันติดลบอยู่ที่ 16,969 ล้านบาท จากนั้นจะเปิดโอกาสให้บริษัทหรือธนาคารต่างชาติที่มีความรู้ด้านการปล่อยสินเชื่อตามหลักชาลีอะ หรือหลักอิสลาม เข้ามาร่วมทุน ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจร่วมทุนแล้ว 3-4 รายด้วยกัน โดยรายชื่อผู้ร่วมทุนจะชัดเจนในเดือนมิถุนายนนี้

ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นในไอแบงก์นั้น พันธมิตรใหม่ที่จะเข้ามา จะเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนในส่วนที่กระทรวงการคลังถืออยู่ เพราะกฎหมายสามารถให้คลังถือหุ้นต่ำกว่า 49% ได้ แต่จะซื้อในส่วนเท่าไรนั้น ต้องขึ้นอยู่กับแผนที่นำเสนอและการเจรจา โดยปัจจุบันกระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ 49% ส่วนที่เหลือเป็นของธนาคารกรุงไทยและออมสิน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไอแบงก์มีการฟื้นฟูกิจการมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ได้ 30,000 ล้านบาท จากสินเชิ่อรวม ณ สิ้นปี 2559 ที่อยู่ที่ 93,497 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากการปล่อยสืนเชื่อใหม่ปี 2559 ที่ 4,214 ล้านบาท ขณะที่หนี้เสีย เมื่อขายหนี้ออกไปหมดแล้ว จะควบคุมไม่ให้เกิน 2-3% ให้ได้ โดยหลังจากหาพันธมิตรร่วมทุนเรียบร้อย ไอแบงก์จะเดินหน้าปล่อยยสินเชิ่อคุณภาพมากขึ้น โดยจะเน้นให้สามารถปล่อยสินเชื่อคุณภาพตามหลักชาลิอะ และสินเชิ่อเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐด้วย ขณะเดียวกันจะต้องลดต้นทุนการบริหารงานลง โดยลดจำนวยสาขาที่ไม่จำเป็นลง แต่ไม่มีการลดจำนวนพนักงานอย่างแน่นอน