กสิกรชี้ "พร้อมเพย์" กระทบน้อย รายได้ค่าธรรมเนียมยังเติบโต
“กสิกรไทย”เผยไตรมาสแรกพร้อมเพย์กระทบรายได้ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าคาด แม้คนลงทะเบียนสูงแต่ยังโอนเงินผ่านพร้อมเพย์น้อย ชี้ปีนี้ยังมีนโยบายตั้งสำรองในระดับสูง ส่วนหนี้เสียเอสเอ็มอีจะคุมไว้ไม่เกิน 5.1% ห่วงกลุ่มเถ้าแก่ขนาดเล็กยอดขายต่ำ 10 ล้านยังมีความเสี่ยงช่วงเศรษฐกิจฟื้นช้า
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมรายได้ค่าธรรมเนียมในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ แม้ว่าจะเริ่มมีการใช้บริการการโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ แต่พร้อมเพย์กระทบรายได้ค่าธรรมเนียมน้อยกว่าที่มีการประเมินไว้ โดยคนมาลงทะเบียนพร้อมเพย์มาก แต่ยังมีการโอนเงินผ่านพร้อมเพย์น้อย ซึ่งเข้าใจว่าเป็นช่วงเริ่มต้นอาจจะต้องมีการให้ความรู้มากขึ้น
“ไตรมาสแรกพร้อมเพย์กระทบรายได้ค่าธรรมเนียมน้อย แต่ยังเร็วไปที่จะสรุปว่าในช่วงที่เหลือของปีสถานการณ์จะเป็นเหมือนในช่วงไตรมาสแรกหรือไม่โดยปัจจุบันรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยของธนาคารคิดเป็นสัดส่วนปรมาณ 40%ของรายได้ทั้งหมด”
ปีนี้ธนาคารยังกันเงินสำรองไว้ในระดับสูงหรือ 130% ของหนี้เสีย เพื่อระมัดระวังในการบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลแม้ว่าโดยภาพรวมเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว โดยปีนี้ จะรักษาเอ็นพีแอลให้อยู่ในระดับ 3.3-3.4%จากไตรมาสแรกอยู่ที่ 3.31%
ส่วนสินเชื่อรวมปีนี้มั่นใจตามเป้า 4-6% โดยไตรมาส 2 -3 จะเห็นการเติบโตสินเชื่อมากขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกเพราะการลงทุนภาครัฐจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบมากขึ้นและการส่งออกฟื้นตัวทำให้มีความต้องการสินเชื่อสูงขึ้นและจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง
ช่วงไตรมาสแรกธนาคารมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย 15,517 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 2.40% เป็นผลจากรายได้สุทธิการรับประกันภัย รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิและรายได้จากผลิตภัณฑ์ตลาดทุน
ด้านนายสุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เอ็นพีแอลในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอียังมีโอกาสขยับตัวเพิ่มขึ้นระหว่างทางไปถึงสิ้นปีนี้อยู่ที่ระดับ 5.2-5.3% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.1%
โดยเอสเอ็มอีขนาดเล็กวงเงินประมาณ 10 ล้านบาท ยังเป็นกลุ่มทำหนี้เสียเพิ่มขึ้นในระหว่างทางของปีนี้ แม้ภาพเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้นก็ตาม แต่การฟื้นตัวเศรษฐกิจยังไม่เต็มที่ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ขณะที่เอสเอ็มอีขนาดกลางและใหญ่รับมือได้มากขึ้นหนี้เสียเริ่มนิ่ง
"ธนาคารพยายามเข้าไปช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเล็ก ทั้งปรับโครงสร้างหนี้ ขยายเวลาผ่อนชำระ เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้มีทุนหมุนเวียนทำธุรกิจ ส่วนยอดปฎิเสธสินเชื่อ ยังคงเดิมไม่เกิน 20% เป็นผลมาจากธนาคารเดินหน้าเข้าไปหาลูกค้าเอง ผิดกับสินเชื่อรายย่อยที่ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นผู้ที่เดินเข้ามาหาแบงก์เอง ทำให้การคัดกรองลูกค้ามีประสิทธิภาพมากกว่ามาก"
ด้านยอดปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีไตรมาสแรกปีนี้ เติบโต1.6% หรือเพิ่มขึ้น 10,000 ล้านบาท จากสินเชื่อเอสเอ็มอีคงค้างพอร์ตยู่ที่ระดับ 630,000 ล้านบาท ถือว่ายังเติบโตดีจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา และช่วงที่เหลือของปีนี้ มั่นใจปล่อยได้ตามเป้าที่วางไว้ 6%







