“พิชญ์” ทุ่ม48ล้าน 5เดือนตุน "หุ้นโมโน" เข้าพอร์ต
จากการสำรวจข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในส่วนแบบรายงานการถือครองหลักทรัพย์ของผู้บริหาร ล่าสุดพบว่า “พิชญ์ โพธารามิก” ผู้ถือหุ้นใหญ่และประธานกรรมการ บริษัทโมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) MONOได้ทยอยซื้อหุ้นบริษัทต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปี 2560 มีการทำรายการซื้อหุ้นมีมูลค่ารวม 48.67 ล้านบาท
ทั้งนี้ในเดือนม.ค. 2560 มีการทำรายการ 3 ครั้ง ครั้งแรกซื้อ 2 ล้านหุ้น ที่ราคา 3.40 บาท ต่อมา 2 ล้านหุ้นที่ราคา 3.57 บาท และ 3.8 ล้านหุ้นที่ราคา 3.96 บาท ขณะที่เดือนก.พ. 2560 ทำรายการครั้งเดียวจำนวน 1.5 ล้านหุ้น ที่ราคา 3.82 บาท เดือนมี.ค.ทำรายการครั้งเดียว 0.50 ล้านหุ้นที่ราคา 3.19 บาท และล่าสุดเดือนพ.ค. 3.50 ล้านหุ้น ที่ราคา 3.53 บาท จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่า พิชญ์ซื้อหุ้นโมโนตั้งแต่ราคา 3.19 บาท เป็นราคาต่ำสุดและสูงสุดที่ 3.96 บาท
การเคลื่อนไหวราคาหุ้นโมโนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 4.10 บาท ต่ำสุดที่ 2.84 บาท และราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.51 บาท
สำหรับการซื้อหุ้นครั้งล่าสุดเกิดหลังจากที่บริษัทโมโนฯรายงานกำไรไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่ 23.14 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 80.17 ล้านบาท
บล.ทิสโก้ระบุว่าโมโนฯมีแนวโน้มเริ่มสดใสพลิกเป็นกำไรจากอัตราการเช่าสื่อโฆษณาเพิ่มจากเรทติ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เรทติ้งช่อง MONO คาดดีต่อเนื่องติดใน 5 อันแรกจากคอนเทนท์หนังที่เป็นที่นิยม และอัตราค่าโฆษณายังถูกอยู่เมื่อเทียบกับช่องหลักทำให้มีโอกาสปรับค่าโฆษณาขึ้นได้อีก
ส่วนแนวโน้มกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2-3 เนื่องจากเป็นช่วง high season การใช้จ่ายโฆษณาของเอเยนซี ยังคงประมาณการเดิมคาดอัตราค่าโฆษณาปี 2560-61 เฉลี่ยอยู่ที่ 27,800 บาท/นาที และ 31,800 บาท/นาที คำนวณแบบอนุรักษนิยมจาก CPRP ที่ 20,000 บาท/นาที และจากเรทติ้งที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดรายได้เพิ่มขึ้นจากคอนเทนท์การแข่งขันกีฬาบาสเกตบอลที่ได้ร่วมกับธนาคารออมสิน “GSB TBL 2017” บริษัทคาดรายได้สปอนเซอร์จากกีฬาปีนี้ราว 200 ล้านบาท
งบลงทุนผลิตรายการและภาพยนตร์ในปีนี้ที่ 1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 900 ล้านบาท คาดกำไรสุทธิปี 2560-2561 เพิ่มขึ้นจากคาดการณ์เดิม 26% และ 17% ตามลำดับ หรือกำไรสุทธิอยู่ที่ 230 ล้านบาท และ 346 ล้านบาท ตามลำดับ ฝ่ายวิจัยคาดพลิกเป็นกำไรได้ในปีนี้จากความสามารถรักษาระดับเรทติ้งให้อยู่ใน 5 อันดับแรกต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของเอเยนซีในการซื้อโฆษณา และโอกาสในการปรับอัตราค่าโฆษณาเพิ่มขึ้นได้รวมทั้งการควบคุมบริหารต้นทุนให้คงที่
บล.บัวหลวงประเมินว่า กำไรไตรมาส 1/2560 เป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้น โดยไตรมาส 2/2560 ผู้ประกอบการดิจิทัลทีวีจะได้รับผลบวกจากปัจจัยด้านฤดูกาล และจำนวนผู้ชมที่แข็งแกร่ง รวมถึงเรทติ้งที่ยังรักษาได้และยังมี CPRP ต่ำที่สุดอยู่ที่ 19,000 บาท/30 วินาทีสำหรับปี 2560 ดังนั้นเรทติ้งที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจะช่วยให้อัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น









