วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

GIFT - ซื้อ

กำไรหลักเป็นไปตามคาด

ประเด็นการลงทุน

เราคาดว่าราคาหุ้นมีโอกาสแรลลี่ขึ้นรอบใหม่หลังจากปรับตัวขึ้นไปถึงราคาเป้าหมายของเราที่ 7.50 บาท และมีการย่อตัวลงมา สะท้อนแนวโน้มกำไรที่คาดจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ PER ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ 17.6 เท่า และยังมีอัพไซด์ในการปรับประมาณการกำไรของเราขึ้นในอนาคต จากการศึกษา Sensitivity analysis ภายใต้สมมติฐานกำไรปี 2017 เติบโตสูงกว่าคาด กรณี Best case และ Bull case คาดกำไรปี 2017 เติบโต 48% (จากกรณี Base case ที่ 33%) คาดราคาเป้าหมายใหม่ที่ 8.40 และ 10 บาท อิง PE 21-25 เท่า ซึ่งสะท้อน PEG ในกรณีของ Best Case และ Bull Case ที่ 0.44-0.52 เท่า Vs. ค่าเฉลี่ยกลุ่มเครื่องสำอางค์ และผลิตภัณฑ์อาหารและยา ที่เทรด PEG เกิน 1 เท่า ทำ
ให้เรามองว่าราคาหุ้นปัจจบันยังมีความน่าสนใจในการ “ซื้อ” เพิ่ม

กำไร 1Q17 ดีกว่าคาด

บริษัทมีรายได้ 185 ล้านบาท ใน 1Q17 ลดลง 8%YoY แต่เติบโต 3%QoQ ตามภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

ด้านต้นทุนบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 22.6% ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 22.7% ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารยังควบคุมได้ดีทรงตัว QoQ โดยรวมบริษัทรายงานกำไรสุทธิ 1Q17 ที่ 23 ล้านบาท เติบโต 8% YoY แต่ลดลง 8% QoQ กำไรสุทธิดีกว่าที่เราคาด 28% หนุน โดยกำไรจากการขายเงินลงทุนและกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 6 ล้าน
บาท หากไม่รวมรายการข้างต้น กำไรหลักอยู่ที่ 18 ล้านบาท เติบโต 4% QoQ เป็นไปตามที่เราคาด


แนวโน้มกำไร 2Q17 เติบโตต่อเนื่อง

เราประเมินแนวโน้มกำไรใน 2Q17 จะดีขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากรายได้จากสินค้ากลุ่ม Brand owner และ OEM เริ่มเข้ามา โดยจะเริ่มเห็นการปลดล็อกศักยภาพความสามารถในการทำกำไร ผ่านการเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น ด้วยการสร้างสินค้าแบรนด์ของตัวเอง เช่น ผลิตภัณฑ์คอลลาเจน, สบู่ลด ปัญหาสิวและริ้วรอย ยี่ห้อ DE L’AMOUR ผ่านช่องทาง Direct
marketing และ Online และ การร่วมผลิตสินค้า PC & Cosmetic ให้กับ Brand Owner โดยคาดว่าจะได้เห็นพัฒนาการที่พลิกโฉมกำไรของ บริษัทฯ ตั้งแต่ปลาย 2Q17 นี้

คาดกำไรปี 2017 โตแรง 32% YoY

เรายังคงประมาณการกำไรหลักปี 2017 ที่ 108 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 32% YoY จากฐานรายได้ผลิตภัณฑ์กลุ่ม HPC-สินค้าอุปโภคหลักในชีวิตประจำวันที่มีความมั่นคง ในส่วนของกำไรที่จะขยายตัวสูง ปัจจัยหนุนจะมาจาก 1) ธุรกิจอาหารและยา (FBS) ที่ตอบโจทย์การบริโภคในปัจจุบัน และ 2) การก้าวเข้าสู่สินค้า Brand owner ที่ให้มาร์จิ้นสูง คาดจะหนุน CAGR 2016-2019 โตได้เฉลี่ย 25%