"สคร." เร่งแก้กฎหมายเอกชนร่วมทุนในกิจการรัฐ ขจัดอุปสรรคจูงใจเอกชนร่วมลงทุน เผยหลักการ ต้องเป็นกฎหมายหนุนการลงทุน-รวดเร็ว -โปร่งใส เตรียมเสนอคลังเดือนนี้
รัฐบาลวางแผนลงทุนในโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ถึง 66 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 1.6 ล้านล้านบาท โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมทุนกับภาครัฐผ่านโครงการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือ Public Private Partnerships : PPP เพื่อลดภาระทางการคลัง แม้ว่ากฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐจะมีใช้มานานแล้วแต่กฎหมายดังกล่าวก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของภาคเอกชน ทำให้กระทรวงการคลังมีแผนที่จะแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เพื่อเอื้อต่อการร่วมทุนให้มากขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า ขณะนี้ สคร.อยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎหมายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 หรือ กฎหมาย Public Private Partnerships : PPP ซึ่งขณะนี้ ได้เปิดรับความคิดเห็นจากภาครัฐและเอกชนแล้ว คาดว่า จะเสนอต่อนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาภายในเดือนพ.ค.นี้ จากนั้นคาดว่าจะสามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติได้ภายในเดือนก.ค.นี้
เอกชนร่วมลงทุน4.7หมื่นล.ต่อปี
โดยสาเหตุที่ต้องปรับปรุงกฎหมายฉบับดังกล่าว เพื่อต้องการให้เกิดการร่วมลงทุนในกิจการภาครัฐโดยภาคเอกชนให้มากขึ้นซึ่งกฎหมายฉบับปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการร่วมลงทุนอยู่มาก ดังนั้นนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จึงต้องการให้ปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เพราะระยะต่อไป รัฐบาลมีแผนที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอีกมาก ขณะที่รัฐบาลมีงบประมาณจำกัด จึงจำเป็นต้องเปิดทางให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐได้สะดวกยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์กำหนดว่า รัฐบาลจะต้องกำหนดให้เอกชนเข้าร่วมโครงการลงทุนของภาครัฐวงเงินไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาทต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี
“ต่อไปรัฐบาลจะมีโครงการลงทุนอีกมาก ซึ่งโครงการพีพีพี อยู่ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 12 ที่จะต้องทำพีพีพีไม่ต่ำกว่า 4.7 หมื่นล้านบาทต่อปีเป็นเวลา 5 ปี ถ้าเราใช้กติกาเดิม ทำไม่ได้แน่นอน จึงเป็นที่มาที่ท่านรองนายกฯสมคิด ให้หลักการว่า เราจะทำอย่างไร ซึ่งได้ข้อสรุปว่า จะแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าว จะต้องทำให้เป็นกฎหมายที่สนับสนุนการร่วมทุนแท้จริง แต่ต้องคงความโปร่งใส ส่วนกฎหมายเดิมนั้น จะเป็นรายละเอียดเรื่องการกำหนดขั้นตอนการลงทุน ไม่ได้สนับสนุนการลงทุนอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่า ไม่ค่อยเห็นโครงการร่วมทุนเกิดขึ้นเท่าไหร่” นายเอกนิติ กล่าว
แก้ไขกฎหมาย 4 แนวทาง
ภายใต้หลักการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ทางสคร.ได้กำหนดแนวทางแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวจำนวน 4 แนวทาง คือ 1.ทบทวนให้กฎหมายใหม่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป 2.ปรับบทบัญญัติให้ชัดเจน 3.ปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่น และ 4.ปรับกฎหมายให้สนับสนุนการลงทุนของประเทศ
ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการแก้ไขกฎหมายเพื่อสนับสนุนการลงทุน คือ เรื่องการแบ่งปันความเสี่ยงการลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชนที่เป็นธรรม ซึ่งกฎหมายเดิมจะไม่มีประเด็นดังกล่าว แต่จะกำหนดแบ่งปันความเสี่ยงอย่างชัดเจนไปเลยว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงระหว่างภาครัฐและเอกชน
“รัฐ-เอกชน”ร่วมรับเสี่ยง
“กฎหมายปัจจุบันไม่ได้ระบุเรื่องการแบ่งปันความเสี่ยง จึงเป็น 2 ขั้ว คือ รัฐ หรือ เอกชน รับความเสี่ยงคนเดียว เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เอกชนก็ไม่ทำ เพราะออกนอกเมือง ฉะนั้น ก็ทำ PPP แบบ Gross Cost คือ รัฐรับความเสี่ยงเอง กับ อีกมุมหนึ่ง คือ เอกชนรับความเสี่ยงไปเลย เรียกว่า Net Cost เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ที่เอกชนรับความเสี่ยง ซึ่งสมัยก่อนก็เกือบเจ๊ง เป็นต้น ขณะที่ประเทศอื่นเขาแบ่งรับความเสี่ยง ฉะนั้น เราก็จะแก้ไขกฎหมายให้แบ่งรับความเสี่ยงระหว่างกัน ก็จะทำให้เอกชนมั่นใจมากขึ้น เพราะถ้าเราไม่เขียนไว้ในกฎหมายก็ไม่มีใครกล้าทำ”
เพิ่มกลไกเปิดเผยข้อมูล
อีกหัวใจหนึ่ง คือ ความรวดเร็ว ความชัดเจน โปร่งใส ซึ่งตั้งใจจะเพิ่มกลไกในเรื่องการเปิดเผยข้อมูล โดยจะต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหลายภายหลังที่มีการลงนามสัญญาการลงทุนแล้วส่วนเรื่องหัวใจในเรื่องความรวดเร็วนั้น จะนำขั้นตอนการลงทุนตามกระบวนการของ “พีพีพีฟาสต์แทรค” เข้ามาเขียนไว้ในกฎหมาย โดยมีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาดู และ มีสคร.เป็นฝ่ายเลขานุการ
ด้านวงเงินที่เข้าข่ายการร่วมลงทุน นายเอกนิติกล่าวว่า ในกฎหมายฉบับปัจจุบันก็ไม่ได้นับวงเงิน แต่ใช้หลักการที่ว่า ถ้าการลงทุน ใช้ทรัพย์สินของรัฐหรือให้เอกชนมาทำหน้าที่ลงทุน ถือว่า เข้าข่ายกฎหมายทั้งหมด แต่ตั้งใจจะเปลี่ยนให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของการเช่าที่ราชพัสดุ โดยหากว่า การเช่าที่ราชพัสดุนั้นๆ ไม่ได้เช่าไปเพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ก็ให้อิงกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หากเป็นการเช่าเพื่อลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะ ก็จะต้องเข้ามาอยู่ในกฎหมายฉบับนี้
“เราจะทำเรื่องการเช่าที่ให้ชัดเจน ถ้าการเช่าเพื่อลงทุนที่ไม่ใช่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่การเช่าที่ตามปกติ ก็ให้อิงระเบียบที่ราชพัสดุ แต่ที่ผ่านมา ทุกคนก็กลัวจับมาใส่ในกฎหมายนี้หมด เพราะเป็นทรัพย์สินของรัฐ เช่น การเช่าที่ราชพัสดุของไทยออยล์ เป็นต้น ก็จะเปลี่ยนว่าการเช่าที่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้ จะต้องเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ” นายเอกนิติ เผย









