ศักยภาพการเติบโตโซนกรุงเทพฯ ตะวันออกเป็นปัจจัยเร่งผู้ประกอบการทุกแขนงปักหลัก “ลงทุน” รองรับโอกาสธุรกิจแห่งอนาคต
โดยยักษ์ใหญ่ “เมกาบางนา” ยึดหัวหาดปลุกปั้นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค ในรูปแบบ “ซูเปอร์ริจินัลมอลล์” นับจาก 5 พ.ค.2555 เป็นเวลา 5 ปี พร้อมวางแผนพัฒนายาวต่อเนื่อง 14 ปี แจ้งเกิดโครงการเมืองสมบูรณ์แบบ “เมกา ซิตี้” มูลค่า 67,000 ล้านบาท ชิงความได้เปรียบ “คู่แข่ง” ในการสร้างฐานและมัดใจลูกค้า
คริสเตียน โอลอฟสัน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเมกาบางนา และโครงการเมกาซิตี้ บริษัท สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เมกาบางนา มุ่งสร้างประสบการณ์การชอปปิงรูปแบบใหม่ให้ลูกค้าผ่าน “แม่เหล็กใหม่” ที่จะทยอยพัฒนาตามแผนลงทุนโครงการเมกา ซิตี้
โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรธุรกิจ “ธีมปาร์ค” หรือสวนสนุก 2 ราย จากเอเชียและอเมริกาเหนือ ซึ่งสนใจลงทุนในโปรเจคเมกาซิตี้ นอกจากนี้มีเชนโรงแรมอินเตอร์เนชั่นแนล 11 ราย เสนอโครงการพัฒนาในพื้นที่ต่อขยายในส่วนของโรงแรม ที่ได้วางแผนลงทุนโรงแรมขนาด 200-300 ห้อง หรือ 500 ห้อง
“สะท้อนดีมานด์และแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจโรงแรมที่ยังมีช่องว่างและโอกาสธุรกิจสูง ขณะที่ธีมปาร์ค เป็นไลฟ์สไตล์และเทรนด์เข้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่”
“เมกา ซิตี้” อสังหาริมทรัพย์รูปแบบมิกซ์ยูส พื้นที่กว่า 400 ไร่ ต่อยอดโครงการศูนย์การค้าเมกาบางนา แบ่งการพัฒนาเป็นหลายเฟส ประกอบด้วย โรงแรม 2 แห่ง อาคารสำนักงาน ที่พักอาศัย ส่วนต่อขยายของศูนย์การค้าและอื่นๆ เปิดกว้างพันธมิตรผู้สนใจร่วมพัฒนาทุกรูปแบบ อาทิ ร่วมทุน เช่าพื้นที่ ล่าสุดได้ตัดขายที่ดิน 5 ไร่ ให้กลุ่มอสังหาฯ เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมเรียบร้อยแล้ว
โอลอฟสัน ย้ำว่า แนวทางพัฒนาธุรกิจของเมกาบางนา และเมกา ซิตี้ อิงความต้องการของลูกค้า ณ ช่วงเวลานั้นเป็นหลัก พร้อมปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลาหากความต้องการของลูกค้าเปลี่ยนไป เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องก้าวตามให้ทันลูกค้า “เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะคงอยู่กับเรา”
ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ใช้งบ 2,550 ล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่ ส่วนต่อขยายของศูนย์การค้า ซึ่งเพิ่มร้านอาหารอีกกว่า 40 ร้าน ในคอนเซปต์ “ฟู้ด วอร์ค” อาคารจอดรถรองรับได้ 1,200 คัน ปีนี้จะลงทุนอีก 250 ล้านบาท พัฒนาส่วนต่อขยายของศูนย์การค้าอีก 2 เฟส เป็นศูนย์รวมความบันเทิง สันทนาการ กีฬา และการศึกษา ภายใต้แบรนด์ละติจูด จากออสเตรเลีย
“ร้านอาหารเป็นไลฟ์สไตล์ของคนไทยทำให้สัดส่วนร้านอาหารในศูนย์การค้าไทยมีถึง 20% เทียบต่างประเทศจะมีเพียง 1-3% เท่านั้น คือการปรับกลยุทธ์สอดรับไปกับพฤติกรรมลูกค้า”
เมกา ซิตี้ จะเป็นศูนย์กลางในการใช้ชีวิตและทำงาน ตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งชอปปิง พบปะสังสรรค์ บันเทิง ไลฟ์สไตล์ โดยโครงการสร้างที่อยู่อาศัยที่รองรับได้กว่า 50,000 คน อาคารสำนักงาน 30,000 คน โรงแรม 2 แห่ง เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มปริมาณลูกค้าหมุนเวียนมายังเมกาบางนา ปัจจุบันมียอดลูกค้าเข้าศูนย์เฉลี่ย 3.5 ล้านคนต่อเดือน เติบโต 10% ต่อเนื่องทุกปี
ประชัน ‘เมืองใหม่’
กลุ่มเดอะมอลล์ ใช้เวลาหลายปีกว้านซื้อที่ดินกว่า 100 ไร่ บริเวณต้น ถ.บางนา-ตราด ตรงข้ามกับศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อพัฒนาโครงการ “แบงค็อก มอลล์” มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นพื้นที่โครงการ 6.5 แสนตร.ม. หากนับรวมพันธมิตรธุรกิจต่างๆ ที่จะเข้ามาเป็นแม่เหล็กคาดมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 1 ล้านตร.ม. มูลค่าโครงการรวมเกือบ 3 หมื่นล้านบาท เป็นการสร้างเมืองแห่งการค้าและเศรษฐกิจ ประกอบด้วยอาณาจักรศูนย์การค้าครบวงจร ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ธีมพาร์ค รองรับการขยายตัวของเมืองในทิศตะวันออกยาวถึงพัทยา-จันทบุรี
ส่วน “ซีคอนสแควร์” ศูนย์การค้าขนาดใหญ่บนพื้นที่ 77 ไร่ บน ถ.ศรีนครินทร์ มีแผนพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสคอมเพล็กซ์ “ซีคอน ซิตี้” มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท บนที่ดิน 120 ไร่ ใกล้เคียงพื้นที่เดิม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบและรอจังหวะลงทุน แม้จะมีปัจจัยหนุนรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เส้นทางลาดพร้าว-สำโรง วิ่งผ่าน ถ.ศรีนครินทร์ นับเป็นโอกาสและเอื้อต่อการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ผู้บริหารซีคอนสแควร์ ย้ำว่าต้องวิเคราะห์ตลาดให้รอบคอบ เพราะย่านนี้การแข่งขันสูง การทำโครงการขนาดใหญ่ต้องพิจารณาผลตอบแทนว่าคุ้มหรือไม่ มีจุดขายที่โดดเด่นอย่างไร









