วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สคร.คาดขาย 'ไทยแลนด์ฟันด์' ก.ย.นี้

"สคร."คาดขาย "ไทยแลนด์ฟันด์" ก.ย.นี้ ย้ำผลตอบแทนต้องรอสำรวจความต้องการนักลงทุน

สคร.คาดเปิดขายหน่วยลงทุนกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ได้ราวเดือนก.ย.นี้  ระบุล่าช้ากว่ากำหนด 3 เดือน โดยขณะนี้ อยู่ระหว่างทำความเข้าใจถึงต้นทุนการขายหน่วยลงทุนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.คาดการณ์ว่า จะสามารถขายหน่วยลงทุนในกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (Thailand Future Fund : TFF) ได้ในราวเดือนก.ย.นี้ โดยเลื่อนจากแผนเดิมประมาณ 3 เดือน

การเลื่อนแผนการจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ซึ่งเป็นแผนการระดมเงินทุนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยไม่ต้องใช้งบประมาณหรือเงินกู้โดยรัฐบาลนั้น เป็นเพราะหน่วยงานเจ้าของโครงการทางพิเศษฉลองรัฐ และบูรพาวิถี ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นสองโครงการที่จะนำรายได้มาแบ็คอัพหน่วยลงทุนดังกล่าว ยังกังวลถึงเรื่องต้นทุนของการระดมทุนผ่านกองทุนฯว่า อาจสูงกว่าการระดมเงินโดยการกู้ที่มีรัฐบาลค้ำประกัน ทำให้ สคร.ต้องทำการชี้แจงประเด็นดังกล่าว

ทั้งนี้ กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์จะนำรายได้ในอนาคต 45% ของทั้งสองโครงการ หรือราว 4.4 หมื่นล้านบาท มาเสนอขายเป็นหน่วยลงทุนของกองทุนเพื่อนำรายได้จากการขายหน่วยลงทุน ไปลงทุนในโครงการต่อๆ ไป

“สคร.ได้ทำการชี้แจงถึงต้นทุนของการระดมเงินทุนผ่านกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ต่อสำนักงบประมาณและกระทรวงคมนาคมในฐานะกระทรวงที่ดูแล การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีการหารือในประเด็นต้นทุนของการระดมทุนในบอร์ดของการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในเร็วๆ นี้”

นายชาญวิทย์ย้ำว่า การระดมเงินทุนผ่านกองทุนดังกล่าว แม้จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการกู้โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน แต่ต้องไม่ลืมว่า การระดมเงินทุนผ่านกองทุนไทยแลนด์ฯ จะไม่นับเป็นหนี้สาธารณะ และทำให้รัฐบาลมีช่องว่างในการกู้เงินเพื่อไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมมากขึ้น เช่น โรงพยาบาล หรือการรองรับสังคมสูงอายุ เป็นต้น

เขากล่าวอีกว่า มีการเสนอความเห็นว่า ในเมื่อกรอบหนี้สาธารณะของรัฐบาล ยังไม่ชนเพดานที่ 60% ซึ่ง ณ เดือน ก.พ.นี้อยู่ที่ 41.96% ของจีดีพี แล้วทำไมรัฐบาลจึงไม่เลือกใช้วิธีการกู้แทนกองทุนไทยแลนด์ ว่า แม้ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลที่จะชนเพดานจะเหลืออยู่ 17-18% ของจีดีพีหรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 2.6 ล้านล้านบาท ก็ตาม แต่หากมองถึงความต้องการลงทุนเฉพาะด้านคมนาคมของประเทศตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอมานั้น มีมูลค่ารวมถึง 2.3 ล้านล้านบาทแล้ว ยังไม่รวมเงินลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางเลือกอื่นในการระดมเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะเดียวกัน หากรอให้ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาลขยับเข้าใกล้เพดานที่กำหนด ก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือในเครดิตพันธบัตรของรัฐบาลลดลง ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรที่รัฐบาลค้ำประกันจะสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของโครงการสูงขึ้นตามไปด้วย

นายชาญวิทย์ ย้ำว่า ที่มีข่าวว่ากองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ให้ผลตอบแทน 8% ต่อปีนั้น ยังไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง เนื่องจาก ขณะนี้ ยังไม่สามารถทราบผลตอบแทนที่ชัดเจน จำเป็นต้องรอจนกระทั่งมีการทำสำรวจความต้องการของนักลงทุน (Book build) ของกองทุนดังกล่าวก่อน

ทั้งนี้ วิธีการกำหนดผลตอบแทนของกองทุนจะอยู่ที่ที่ปรึกษาของโครงการลงทุน ที่จะกำหนดอัตราส่วนลด (discount rate) ของหน่วยลงทุนว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วหลังจากนั้นเสนอให้นักลงทุน ยื่นแสดงความต้องการลงทุน หรือการทำ Book build ซึ่งอัตราส่วนลด อาจลดต่ำลงอีกก็ได้ เช่น กรณีการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ออกกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า มีการทำ discount rate ที่ 6% แต่เมื่อทำการสำรวจความต้องการหรือ book build แล้วลดลงเหลือ 5.1% ซึ่ง 5.1% นั้นคือผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับ อันเป็นทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หมายความว่าเมื่อสิ้นสุดอายุโครงการ มูลค่าหน่วยลงทุนจะเท่ากับศูนย์