หนี้ต่อทุน "บจ." ลด 6อุตสาหกรรมต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
ในปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ในทิศทางที่ชะลอตัว ซึ่งภาคเอกชนต่างชะลอการลงทุนหรือยกเลิกแผนลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อรอดูสถานการณ์ แต่ในปีนี้ เมื่อรัฐบาลสามารถประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และกำหนดทิศทางการเลือกตั้งได้ชัดเจน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาอีกครั้ง และมีความหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์อัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ปี 2559 เทียบกับปี 2558 พบว่า ค่าเฉลี่ยที่ลดลง สามารถสะท้อนให้เห็นว่า บจ.มีการก่อหนี้สินลดลงสอดคล้องกับความไม่เชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับภาพรวมหนี้ต่อทุนในปี 2559 ของตลาดหุ้นไทยพบว่าอยู่ที่ระดับ 2.97 เท่า ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 3.1 เท่า หรือลดลง 0.13 เท่า โดย 27 หมวดอุตสาหกรรมในตลาดหลักทรัพย์ มีหมวดอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนลดลง จำนวน 15 หมวดอุตสาหกรรม ส่วนอีก 12 หมวดอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งในหมวดอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนลดลง มี 6 หมวดที่ปรับตัวลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดรวม ประกอบด้วย กลุ่มธนาคาร หนี้ต่อทุนลดลง 0.47 เท่า กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ลดลง 0.24 เท่า กลุ่มแพ็คเกจจิ้ง ลดลง 0.19 เท่า กลุ่มเหมืองแร่ลดลง 1.37 เท่า กลุ่มพาณิชย์ ลดลง 0.22 เท่า อิเล็กทรอนิกส์ ลดลง 0.14 เท่า
ขณะที่กลุ่มที่หนี้ต่อทุนลดลงใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย ประกอบด้วย แฟชั่น ลดลง 0.02 เท่า ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ลดลง 0.05 เท่า พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ลดลง 0.04 เท่า บริการรับเหมาก่อสร้าง ลดลง 0.07 เท่า พลังงานและสาธารณูปโภคลดลง 0.12 เท่า การแพทย์ลดลง 0.04 เท่า
ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีหนี้ต่อทุนเพิ่มขึ้นได้แก่ธุรกิจการเกษตรเพิ่มขึ้น 0.27 เท่า ธุรกิจอาหาร เพิ่มขึ้น 0.17 เท่า เงินทุนและหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 0.2 เท่า ประกันเพิ่มขึ้น 0.12 วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร 0.02 เท่า กระดาษและวัสดุการพิมพ์ เพิ่มขึ้น 0.28 เท่า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 0.04 เท่า เหล็ก เพิ่มขึ้น 0.59 เท่า สื่อและสิ่งพิมพ์ เพิ่มขึ้น 0.16 เท่า บริการเฉพาะกิจเพิ่มขึ้น 0.1 เท่า ขนส่ง เพิ่มขึ้น 0.03 เท่า ไอซีที 0.36 เท่า
จากข้อมูลพบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการลงทุนมากขึ้น ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนจำนวนสูง เช่น กลุ่มที่มีหนี้ต่อทุนเพิ่มขึ้นมากสุดเป็นกลุ่มเหล็ก และหุ้นในกลุ่มเหล็กที่มีหนี้ต่อทุนสูงสุดคือ หุ้นจีสตีล (GSTEL) ล่าสุดในปี 2559 อยู่ที่ 10.12 เท่า จากปี 2558 อยู่ที่ 6.74 เท่า ขณะที่หุ้นกลุ่มไอซีที หุ้นที่มีสัดส่วนหนี้ต่อทุนสูงสุดคือ หุ้นแอดวานซ์ (ADVANC) ในปี 2559 มีหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 5.47 เท่า จากปีก่อนมีหนี้ต่อทุนอยู่ที่ 2.75 เท่า
บล.บัวหลวง ประเมินว่าถึงแม้ว่าจะยังไม่เห็นอัตราการเติบโตของกำไรจนกว่าจะถึงครึ่งหลังของปี 2560 แต่ก็เห็นพัฒนาการเชิงบวกอื่นๆ ที่ชัดเจนมากขึ้นของ ADVANC ถึงแม้ว่าการแข่งขันของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จะยังคงรุนแรงต่อเนื่อง แต่อัตราการเติบโตของรายได้บริการของ ADVANC กลับมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงต้นทุนอุดหนุนค่าเครื่องโทรศัพท์ที่ลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2559 คาดว่าจะลดลงต่อเนื่องไปอีกในปี 2560 นอกจากนี้ส่วนแบ่งรายได้บริการของ ADVANC ถ้าเทียบกับทั้งอุตสาหกรรมพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นจากการทำตลาดเชิงรุกมากขึ้น และฝ่ายวิจัย ยังคงคำแนะนำถือ เพื่อรอรับผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 4% ในปี 2560
ทั้งนี้ อัตราการใช้บริการที่เพิ่มขึ้นสำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตประจำที่ในปี 2560 หลังจากที่บริษัทบรรลุเป้าความครอบคลุมของธุรกิจอินเทอร์เน็ตประจำที่ครบ 5.2 ล้านครัวเรือนใน 28 จังหวัด ณ สิ้นปี 2559 บริษัทจะหันมาเน้นการเพิ่มอัตราการใช้งานในพื้นที่ครอบคลุม ณ ปัจจุบันให้เพิ่มขึ้น การขยายไปสู่พื้นที่การให้บริการใหม่จะเป็นไปในลักษณะที่เลือกเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในปี 2560 ประเมินว่าอัตราการใช้บริการจะต้องเพิ่มขึ้นสูงกว่า 50% สำหรับในแต่ละพื้นที่การให้บริการ เพื่อที่จะให้ EBITDA ของธุรกิจอินเทอร์เน็ตประจำที่ถึงจุดคุ้มทุน







