สมาคมภัตตาคารไทยหนุนรัฐเก็บฐานข้อมูลร้านอาหาร หวังแนะนำเจ้าของกิจการก่อนตัดสินใจเปิดร้านใหม่ ห่วงการแข่งขันบางพื้นที่สูงเกินความต้องการตลาด
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่าจากสถานการณ์เศรษฐกิจซบเซา และส่งผลให้กำลังจับจ่ายผู้บริโภคในร้านอาหารลดลง ขณะที่จำนวนร้านอาหารยังมีล้นตลาด เนื่องจากมีผู้ประกอบการที่ทยอยเปิดกิจการเพิ่มขึ้น เมื่อมีต้นทุนพอสำหรับธุรกิจ ซึ่งมักทำให้เกิดปัญหาใหญ่คือ ร้านอาหารที่เพิ่งเปิดตัว แต่ยังไม่ได้คืนทุน ก็ต้องปิดกิจการลงอย่างรวดเร็วเพราะทำยอดขายไม่ได้ตามเป้า และเริ่มมีกรณีนี้เกิดมากขึ้น
ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว ต้องการให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง พิจารณามาตรการจัดเก็บข้อมูลร้านอาหารอย่างเป็นระบบในแต่ละพื้นที่เขตที่รับผิดชอบอยู่ และนำเสนอเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้เจ้าของกิจการพิจารณา ก่อนจะจดทะเบียนร้านค้าตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้แน่ใจถึงสภาวะตลาดและการแข่งขันในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งจะช่วยควบคุมทางอ้อมให้เกิดปริมาณร้านอาหารในตลาดที่เหมาะสมได้ และลดความเสี่ยงด้านธุรกิจของเจ้าของกิจการด้วย
นางฐนิวรรณ กล่าวว่า แม้ว่ากระแสนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยจำนวนมาก แต่ไม่ใช่ทุกร้านที่จะได้ฐานลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งมีหลายปัจจัยประกอบ เช่น ไม่ได้อยู่ในเครือข่ายธุรกิจเดียวกับบริษัทนำเที่ยว, ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจัดทำเมนูหรือบริการอำนวยความสะดวกรับต่างชาติ หรือไม่ได้อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว และทำให้ต้องพึ่งพิงตลาดคนไทยเป็นหลัก
แต่ปัจจัยลบคือ ประชาชนมีรายได้เท่าเดิม ทำให้ลูกค้าต้องประหยัดเงิน และหันไปทำอาหารรับประทานเองมากขึ้น ลดการรับประทานนอกบ้านเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และการรับประทานแต่ละครั้งลดจำนวนเมนูที่สั่งลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
นอกจากนั้น ความต้องการรับประทานในร้านอาหารยังลดลงตามกิจกรรมพบปะสังสรรค์ที่ลดลง เช่น งานประชุม, ฉลองความสำเร็จบริษัท, สังสรรค์บริษัท, เลี้ยงวันเกิด แต่เมื่อไม่มีกิจกรรมดังกล่าว อันเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้บริษัทตัดลดงบประมาณจัดเลี้ยงลง ทำให้ร้านอาหารขาดกลุ่มลูกค้าตลาดนี้ไปด้วย ส่วนประชาชนรายย่อยที่ไม่สามารถทำอาหารเองได้ ก็หันไปพึ่งร้านค้าข้างทางเฉลี่ยมื่อละ 40-50 บาทแทน รวมถึงหันไปใช้บริการส่งตรงถึงบ้าน (เดลิเวอรี่) ที่มีจุดแข็งเรื่องบริการที่ทำให้ลูกค้าไม่ต้องฝ่าการจราจรและอากาศร้อนออกมาหาร้านนอกบ้าน
ทั้งนี้ ระหว่างที่ยังต้องเผชิญภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ร้านอาหารได้ปรับตัวด้านการบริหารต้นทุนมาแล้ว ด้วยการลดเมนูลงจาก 200-300 เมนูเหลือเพียง 30-40 เมนู เพื่อบริหารจัดการสต๊อกสินค้าให้อยู่ปริมาณพอเหมาะกับยอดสั่ง ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสำรองเป็นค่าวัตถุดิบเป็นจำนวนมากเท่าเดิม นอกจากนั้นยังหันมาเพิ่มเมนูทำง่ายคล้ายกับอาหารริมทาง เพื่อจูงใจผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจำกัดให้ยังคงเข้าร้านอาหาร







