วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘บีซีพีจี’ ทุ่ม 1.2 หมื่นล.ซื้อโรงไฟฟ้า

"บีซีพีจี" ทุ่ม1.2 หมื่นล้าน "ซื้อโรงไฟฟ้า" ขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในเอเชีย ดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาส2 รับส่วนแบ่งกำไรทันที

บีซีพีจีลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย 3 แห่ง มูลค่าลงทุน 1.23 หมื่นล้านบาท ส่งผลขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในเอเชีย คาดดำเนินการแล้วเสร็จไตรมาส2ปีนี้ และรับรู้ส่วนแบ่งกำไรทันที

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) BCPG เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท สตาร์ เอ็นเนอร์ยี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (SEGHPL) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย ในสัดส่วน 33.33% มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 357.5ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ12,341ล้านบาท

“แหล่งเงินทุนดังกล่าวจะมาจากกระแสเงินสดภายในบริษัทร่วมกับเงินกู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน ที่ขณะนี้มีสถาบันการเงินชั้นนำหลายรายได้ให้ความสนใจเสนอเงินกู้แล้ว คาดว่าจะซื้อขายเสร็จสิ้นในไตรมาสที่2ของปีนี้ และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรได้ทันที”

การลงทุนในครั้งนี้ ทำให้บริษัทถือหุ้นทางอ้อมในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพของอินโดนีเซียรวม 3 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตตามสัดส่วนร่วมทุน 182 เมกะวัตต์ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำที่ผลิตได้รวมเทียบเท่า 995 เมกะวัตต์ ให้แก่การไฟฟ้าอินโดนีเซีย (PLN) ภายใต้สัญญารับซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำระยะยาว

สำหรับ 3 โครงการดังกล่าว ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ วายาง วินดู (Wayang Windu)กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 347 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 227 เมกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 20%

ส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Salak มีกำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำรวมเทียบเท่า 377 เมกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน17.3% และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Darajat มีกำลังการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำรวมเทียบเท่า 271 เมกะวัตต์ โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 17.3% ซึ่งโรงไฟฟ้า Salak และโรงไฟฟ้า Darajat ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ทั้งหมดแล้ว

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าว บริษัทฯจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่1/2560ในวันอังคารที่13มิ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นต่อไป

นายบัณฑิต กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 600 เมกะวัตต์ แต่ถ้าเทียบเงินลงทุนและความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพที่คิดเป็นสามเท่าของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเทียบเท่ากับพลังงานแสงอาทิตย์รวมเกือบ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่กำหนดว่า จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2563