วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เงินออก '5 บลจ.' มากสุด

"เงินออก" 5 บลจ.มากสุด ปม "ผิดนัดหนี้" บีอีพ่นพิษ

มอนิ่งสตาร์ เผยไตรมาสแรกนี้ 5บลจ.เงินไหลออกมากสุด หลังเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ตราสาร High Yield ตั้งแต่ปลายปีก่อน และนักลงทุนชะลอลงทุน พบเงินไหลเข้ากองทุนรวมสุทธิเพียง42,577ล้านบาท ลดลง 72.53%

นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุน บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ประเภท High Yield หรือตราสารหนี้ระยะสั้นที่เสี่ยงสูง ที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน จึงเป็นผลให้ผู้ลงทุนตัดสินใจไม่ลงทุนต่อในกลุ่มดังกล่าวและดูเหมือนยังไม่จบสิ้นดี

นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบไปถึงหลายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ( บลจ.)  ที่เน้นการออกกองทุนดังกล่าวเป็นพิเศษ ได้รับผลกระทบอย่างมากโดยที่บาง บลจ. ยอดเงินภายใต้การบริหารลดลงไปกว่า 80%

โดยไตรมาสแรกปีนี้ พบว่า 5 บลจ. ที่มีเงินไหลออกมากที่สุด อันดับแรก บลจ. โซลาลิส 17,463 ล้านบาท รองลงมา บลจ. แลนด์แอนด์เฮ้าส์ 11,807 ล้านบาท บลจ. กสิกรไทย 8,840 ล้านบาท บลจ. ซีไอเอ็มบีพรินซิเพิล 4,218ล้านบาทและ บลจ.ยูโอบี 3,349ล้านบาท

สำหรับเงินไหลออกส่วนใหญ่มาจากกรณีตั๋วบีอีในประเทศที่มีปัญหา บลจ.ที่ได้รับผลกระทบเริ่มทยอยปิดกองทุนเมื่อครบกำหนด โดยเฉพาะ บลจ. ที่ใช้เป็นกองทุนหลักในการดำเนินธุรกิจ จะทำให้มูลค่าสินทรัพย์ลดรวดเร็ว และที่สำคัญนักลงทุนเริ่มกังวลความเสี่ยง ระวังการลงทุนตราสาร High Yield มากขึ้น ทำให้ชะลอการลงทุนและยังย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีความผันผวนต่ำกว่า ดังนั้นถ้า บลจ.หาสินทรัพย์อื่นมาทดแทนไม่ได้ จึงทำให้เกิดภาวะเงินไหลออก

อย่างไรก็ตาม คาดว่า สถานการณ์เงินไหลออกจะเป็นช่วงสั้นในช่วงรอยต่อเท่านั้นเนื่องจากสภาพตลาดกองทุนรวม ต้องออกผลิตภัณฑ์ที่สนับสนุนการลงทุนระยะยาว และจะช่วยให้บลจ.นำเงินไปลงทุนบริหารระยะยาวได้ดีขึ้น

ส่วนบลจ. ที่มีเงินไหลเข้ามากที่สุดในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ สังเกตได้ว่าทั้งหมดเป็นกลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางทั้งสิ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนยังคงมีความกังวลต่ออยู่

โดย 5 บลจ. ที่มีเงินไหลเข้ามากสุด อันดับ1 บลจ. ทหารไทย 25,184ล้านบาท รองลงมา บลจ.กรุงไทย 22,825ล้านบาท บลจ. ธนชาต 17,127ล้านบาท บลจ. กรุงศรี 10,096ล้านบาทและบลจ. บัวหลวง 6,982ล้านบาท

นายกิตติคุณ กล่าวว่าไตรมาสแรกมีเงินไหลเข้ากองทุนรวมสุทธิเพียง 42,577 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนกว่า 72.53% แต่ภาพรวมของอุตสาหกรรมก็ยังโตอยู่ที่ 2.06% นับจากสิ้นปี 2559 มูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่4.74ล้านล้านบาท

ประเภทกองทุนที่ได้รับความนิยม คือกองทุน Foreign Investment Bond Fix Term และ Short Term Bond เป็นผลมาจากปัญหาผิดนัดชำระหนี้ของตราสารหนี้ประเภท High Yield ที่ยังคงมีอยู่

ไตรมาสแรกปีนี้ กลุ่ม High Yield Bond ทั้งในและต่างประเทศ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิลดลง เหลือประมาณ 125,840 ล้านบาท จากที่เคยสูงสุดถึงกว่า 520,000 ล้านบาทเมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมา