"หุ้นโรงไฟฟ้า" รุกตปท.โบรกประเมินหนุนกำไร
ต้นปีที่ผ่านมา หุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และเล็กประกาศขยายกิจการไปต่างประเทศคึกคัก โดยเฉพาะรายใหญ่ ประกอบด้วย บริษัทผลิตไฟฟ้า (EGCO) รายงานตลาดหลักทรัพย์ว่า บริษัทได้รับโอนหุ้นธุรกิจพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย จากกลุ่ม Chevron เสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ บริษัทร่วมทุน Star Energy Group Holdings Pte.Ltd และ AC Energy Holdings, Inc. ได้ดำเนินการเข้าซื้อและโอนหุ้นในธุรกิจพลังความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซียจากกลุ่มบริษัท Chevron Corporation
บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ประกาศการลงทุนในอินโดนีเซีย โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Riau กำลังผลิต 275 เมกะวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ทั้งนี้ บริษัท อาร์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) คอร์ปอเรชั่น จำกัด (RHIS) บริษัทย่อยทางอ้อมลงนามร่วมทุนกับบริษัท PT Medco Power Indonesia (MPI) จัดตั้งบริษัท PT Medco Ratch Power Riau (MRPR) เป็นโครงการโรงไฟฟ้า Riau ดังกล่าว โดยมี RHIS ถือหุ้น 49% และ PT Medco ถือหุ้น 51% บริษัท MRPR ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม Riau เวลา 20 ปี กับ Perusahaan Listrik Negara (PLN) หรือ การไฟฟ้าอินโดนีเซีย
ขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นทันที เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังว่าผลตอบแทนที่จะได้รับน่าจะสนับสนุนผลประกอบการ โดยราคาหุ้นเอ็กโก้ ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.52% ขณะที่หุ้นผลิตไฟฟ้าราชบุรี ราคาหุ้นแกว่งตัว และไม่เปลี่ยนแปลงจากต้นปี
บล.ทิสโก้ ประเมินว่า การที่บริษัทโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่หันไปขยายกิจการในต่างประเทศ มองว่าการไปลงทุนของ EGCO จะส่งผลดีต่อผลประกอบการในระยะสั้น ซึ่ง EGCO ได้ประกาศเข้าซื้อหุ้น 20% ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพของ Chevron โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 402 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อกิจการครั้งที่ 2 ในอินโดนีเซีย สำหรับ EGCO หนุนธุรกิจโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ ซึ่งคิดเป็น 32% ของกำลังการผลิตในต่างประเทศ ขณะที่มูลค่าการซื้อสัญญาครั้งนี้ยังไม่ได้ประกาศ แต่นักวิเคราะห์คาดว่า EV ของโครงการนี้จะอยู่ที่ 2.4 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินลงทุน EGCO 480 ล้านดอลลาร์ ทำให้คาดว่าผลประกอบการปี 2561 ของEGCOจะเพิ่มขึ้น 900 ล้านบาท (10%) และทำให้มูลค่าที่เหมาะสมเพิ่มขึ้น
การซื้อกิจการที่อินโดนีเซียบริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี โดยลงทุนโรงไฟฟ้าร่วม Riau กำลังการผลิต 275 เมกะวัตต์ โครงการนี้ มีมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นส่วนของทุน 75 ล้านดอลลาร์ ที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 3 เท่า และคาดว่าจะ COD ในปี 2564 พร้อมกับสัญญา 20 ปี แต่ด้วยรายละเอียดและผลกระทบต่อมูลค่าที่เหมาะสมที่จำกัด จึงต้องรอประเมินอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าโครงการนี้จะได้ IPP เช่นเดียวกับโครงการอื่น






