อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้แตะ 35 ล้านคน ถือเป็นความท้าทายด้านการบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่ยังมีทิศทางขยายตัว
อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยเข้าสู่ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งเป็นโลว์ซีซัน ยังคาดการณ์ว่าจะประคองตัวอยู่ในระดับปกติ แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเป็นห่วงการรองรับการเติบโตในระยะยาวมากกว่า โดยเฉพาะตั้งแต่ปีนี้ที่นักท่องเที่ยวมีโอกาสเพิ่มถึง 35 ล้านคน ทำให้ระบบพื้นฐานของไทยยังพัฒนาไม่ทันการรองรับ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน, การเตรียมพัฒนาสินค้าและบริการคุณภาพ โดยเฉพาะการปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรมต่างๆ
จากผลจากการสำรวจความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาสแรกของสทท. ระบุว่า ในการตัดสินใจเดินทางมาเที่ยวไทย มีปัจจัยสำคัญที่สุด 53% เพราะความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว โดยชาวต่างชาติคะแนนความพึงพอใจเกือบทุกด้าน จากฐานคะแนนเต็ม 5 เช่น สถานที่ท่องเที่ยว 3.6 คะแนน , อาหารไทย 3.54 คะแนน และภูมิอากาศ 3.45 คะแนน
ยกเว้นด้านคมนาคม ทั้งด้านการบริการคมนาคม (แท็กซี่) และสาธารณูปโภคด้านคมนาคม (ถนน รถไฟ) ที่ยังไม่เป็นที่พอใจ ซึ่งยังอยู่ในระดับไม่เกิน 3 เช่นเดียวกับการสำรวจทุกครั้งที่ผ่านมา
“นักท่องเที่ยวต่างชาติเห็นว่าผู้ให้บริการในธุรกิจท่องเที่ยวควรปรับปรุงในหลายส่วนทั้งด้านความปลอดภัย ความสะอาด และคุณภาพการบริาการ โดยระบุด้วยว่านโยบายที่จะมีประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของไทยมากที่สุด คือ การพัฒนาด้านความปลอดภัยและการสร้างมาตรฐานคุณภาพการให้บริการของธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับนักท่องเที่ยวไทยด้วย”
ดังนั้น สทท.จึงมีข้อเสนอแนะให้รัฐเร่งว่างมาตรการควบคุม ดูแล และสนับสนุนผู้ประกอบการให้มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน, สนับสนุนการจดทะเบียนถูกต้องเพื่อให้สะดวกต่อการตรวจสอบและควบคุมในอนาคต, ส่งเสริมสิทธิประโยชน์และส่วนลดนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบปรับปรุงคุณภาพและได้มาตรฐาน และให้ตรวจสอบดูแลการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการท่องเที่ยวไม่ให้เกินจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในระยะยาว
พร้อมกันนี้เสนอให้มีการพัฒนาบุคลากรและระบบตรวจคนเข้าเมืองและวีซ่า เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในทุกช่องทาง, ส่งเสริมการควบคุมดูแลจัดระเบียบรถสาธารณะที่มีอยู่เดิม แต่ก็ควรเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นและภาคเอกชนดำเนินด้านบริการรถสาธารณะด้วย รวมถึงการใช้เทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการให้บริการข้อมูล เช่น การให้ข้อมูลการคมนาคมไปยังแหล่งท่องเที่ยว, การเดินทางจุดต่อจุด ด้วยแอพลิเคชั่นหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ
ด้าน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มการขยายตัวของนักท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่ดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ทั้งนี้ ยังมี 3 ประเด็นที่น่าเป็นห่วง และไทยควรเร่งพัฒนาเพื่อรองรับ เรื่องแรกการพัฒนามาตรฐานบริการคุณภาพของที่พักหรือโรงแรมต่างๆ การเกิดขึ้นของโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต ทำให้ไม่มีมาตรฐานและสามารถเข้าตรวจสอบได้ เมื่อเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยก็จะส่งผลต่อเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศ
ประเด็นต่อมา คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ทั้งถนนหนทางในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด และการรองรับของสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เมืองหลักต่างจังหวัด และเมืองรองทั่วประเทศ เพราะปัจจุบันชาวต่างชาติต้องการเดินทางเข้ามาในไทยอยู่แล้ว การทำตลาดกระตุ้นการท่องเที่ยวไม่ใช่อุปสรรค แต่อยู่ที่ความพร้อมของไทยมากกว่า
สุดท้ายคือ การพัฒนาแรงงานที่มีทักษะฝีมือสูง ซึ่งปัจจุบันสถาบันการศึกษาของไทยยังรองรับได้จำนวนหนึ่เท่านั้น แต่ยังขาดแคลนอีกมาก ปัญหานี้ควรได้รับการยกระดับให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาตรงต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวแล้ว ยังถือเป็นการอุดช่องว่างให้กับคนที่ยังไม่มีงานทำ ให้สามารถเข้ามาเติมเต็มในระบบที่ยังมีความต้องการแรงงานสูงได้ด้วย
“ต้องการให้รัฐช่วยดูแลด้านความปลอดภัยด้วย เพราะเป็นเรื่องภาพลักษณ์ที่สำคัญ เพราะหากนักท่องเที่ยวมาแล้วไม่ประทับใจ ก็จะส่งผลต่อภาพรวมของประเทศ ไม่ต้องการเดินทางมาซ้ำอีก” ศุภจี กล่าว








