วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กองทุนประกันชีวิต 'ชงแก้กม.'

"กองทุนประกันชีวิต" ชงแก้กม.เพิ่มคุ้มครองสูงเท่าสากล

“กองทุนประกันชีวิต” มีฐานะเป็นนิติบุคคล วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยในกรณีบริษัทล้มละลายหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตและเพื่อพัฒนาธุรกิจประกันชีวิตให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ แม้หลายคนมองว่า โอกาสที่ธุรกิจประกันชีวิต จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือล้มละลาย เป็นไปได้ยาก และอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันล้มขึ้นมาก็เป็นได้

"สมชาย ดำรงสุนทรชัย” ผู้จัดการกองทุนประกันชีวิต กล่าวว่า ในเมื่ออุตสาหกรรมประกันชีวิตล้มยาก ควรจะมอบความคุ้มครองให้สิทธิประโยชน์สูงสุดกับผู้เอาประกันให้ทัดเทียมกองทุนต่างชาติ ซึ่งความคุ้มครองตามกฎหมายคงจะดำเนินการแก้ไขต่อไป นับเป็นความท้าทายกองทุนฯในปีนี้ และที่สำคัญจะไม่กระทบกับอุตสาหกรรมแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้บริษัทประกันชีวิตจะกังวลกันว่าให้ความคุ้มครองเพิ่มขึ้นแล้วกองทุนฯจะเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้น

แผนงานและบทบาทของกองทุนในปีนี้ แน่นอนว่า เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติม ด้วยการให้ความคุ้มครองกับผู้เอาประกันในไทยได้สิทธิประโยชน์ยิ่งขึ้นและเท่าเทียมกับในต่างประเทศ

กองทุนฯ จะเข้าไปมีบทบาทเพิ่มในการรับช่วงกรมธรรม์ หรือเปิดทางเลือกในการออมมากขึ้น เพื่อให้การออมของผู้เอาประกันนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ 

“ไม่ใช่ไปมัดมือชกผู้เอาประกัน ไปรับเงินคืนตามสิทธิที่เหลืออยู่คือ มูลค่าเงินสด เท่านั้น โดย ไม่ได้เงินต้นคืนเต็มจำนวน จุดนี้ถือว่าผู้เอาประกันยังเสียประโยชน์อยู่

“ผู้เอาประกันส่งเบี้ยตามกรมธรรม์ของบริษัท A ระยะเวลา 20 ปี และจ่ายเบี้ยมาจนถึง 18 ปีแล้ว ปรากฏว่าบริษัท A ล้มละลาย จะมีมูลค่าเงินสดที่ได้รับคืนแค่เพียง 400,000 บาท จากเงินต้นที่จ่ายเบี้ยไว้ถึงหลักล้านบาทแล้ว ด้วยวิธีปัจจุบันถือว่าผู้เอาประกันเสียสิทธิ แต่เพิ่มวิธีการใหม่ให้กองทุนรับช่วงต่อกรมธรรม์ได้ ผู้เอาประกันรายนี้จะสามารถเลือกได้ว่า ขอส่งเบี้ยกรมธรรม์นี้กับกองทุนโดยตรงต่ออีก 2 ปี จนครบกำหนดการถือครองกรมธรรม์และจะได้เงินต้นคืนเต็มจำนวน”

วิธีการนี้เป็นโมเดลของสหรัฐ ที่กองทุน กำลังศึกษาอยู่ ขณะนี้กองทุนฯ กำลังทำงานร่วมสำนักคปภ. แก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมในพ.ร.บ. ประกันชีวิตฉบับแก้ไข โดยจะเสนอกระทรวงคลัง เพื่อดำเนินการแก้ไขกฎหมายต่อไป

ส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนฯ ที่ต้องจ่ายเงินตามสิทธิที่เพิ่มขึ้นนั้น สมชาย ยืนยันว่า การจ่ายเงินให้กับผู้เอาประกันจะมากหรือน้อยกว่าเม็ดเงินกองทุนฯที่มีอยู่ 4,500 ล้านบาทก็ได้ แต่ถ้าตามวิธีการใหม่ กองทุนฯ สามารถรับช่วงกรมธรรม์ได้ ผู้เอาประกันจะจ่ายเบี้ยมาให้กองทุนโดยตรง ถือเป็นเงินอีกส่วนที่เข้ามาในกองทุนฯ สามารถนำไปบริหารต่อได้และนำมาเฉลี่ยจ่ายเงินคืนตามระยะเวลากรมธรรม์ที่ครบกำหนดแต่ละปี โดยไม่ต้องจ่ายความเสียหายในคราวเดียว

ปัจจุบันความเพียงพอของเงินกองทุน จะเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 500-600 ล้านบาท จากบริษัทประกันชีวิตส่งเงินสมทบเข้ามาตามอัตราเรียกเก็บเงินสมทบที่กำหนดร่วมกัน อีกทั้งกฎหมายได้กำหนดเพดานสูงสุดของอัตราที่เรียกเก็บเงินสมทบจากสมาชิกเข้ากองทุน ที่ 0.5% ของเบี้ยประกัน แต่ปัจจุบันกองทุนฯ เก็บต่ำสุดอยู่เพียง 0.1% เท่านั้น ถือว่า ยังมีช่องว่างที่กองทุนฯ สามารถขยายอัตราการเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นได้จนถึงเพดานสูงสุด ในกรณีถ้าเกิดสถานการณ์วิกฤติหรือมีความจำเป็น

ทั้งนี้ หากเรียกเก็บที่อัตราเพดานสูงสุดจะมีเงินนำส่งสมทบเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้น เฉลี่ยถึงปีละ 2,500 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปัจจุบัน

“กองทุนฯยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นและการดำเนินการปรับปรุงกฎหมายเพิ่มเติมจะไม่ให้กระทบกับธุรกิจประกันด้วย”

สมชายกล่าวว่า ในทางกลับกัน กรณีไม่เกิดวิกฤติและธุรกิจประกันชีวิตทั้งระบบมีความแข็งแกร่งมากอยู่แล้วนั้น ก็ควรจะขอหยุดการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนฯ เมื่อกองทุนฯ มีเม็ดเงินถึงระดับ 15,000-20,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนฯ กำลังหารือกับคณะกรรมการกองทุนฯ ว่า ควรหยุดเรียกเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนฯเมื่อมีเม็ดเงินที่จุดไหนถึงเหมาะสมเพียงพอรองรับความเสียหายเมื่อเกิดวิกฤติ

โดยปกติหากบริษัทประกันชีวิตถูกถอนใบอนุญาตหรือล้มละลาย น่าจะเกิดความเสียหาย เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ หรืออย่างบริษัทขนาดเล็ก มีลูกค้าทุกกรมธรรม์กว่าแสนราย จ่ายเบี้ยระดับ 10,000-20,000 บาท หากเกิดความเสียหายก็เป็นเงินหลายล้านบาทแล้ว ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับความเสียหายของบริษัทประกันวินาศภัย เฉลี่ยที่ระดับ 200-300 ล้านบาท

“ในความเป็นจริงธุรกิจประกันชีวิต มีความแข็งแกร่ง ไม่ได้ถูกเพิกถอนมากเหมือนธุรกิจประกันวินาศภัย แต่ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยกับ 1-2 รายเชื่อว่าเงินกองทุนที่ระดับหมื่นล้านบาท เพียงพอรองรับได้แน่นอนและในกรณีต้องการเงินฉุกเฉินเร่งด่วน ยังสามารถกู้เงินจากธนาคารพันธมิตรทั้งรัฐและเอกชน 4-5 รายได้ทันที”

ปัจจุบันกองทุนฯ มีเงินทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท โดยเป็นเงินฝากประจำถึง 90%  และอีก 10% เป็นพันธบัตรรัฐบาลและให้ผู้จัดการกองทุน 2 แห่ง ได้แก่ บลจ. วรรณและบลจ. เอ็มเอฟซี ช่วยบริหารด้วย