การผลักดันโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ของรัฐบาล ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้ความสนใจขยายฐานการผลิต และการลงทุนต่างๆ เข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะ “ระยอง” บรรยากาศการจับจองที่ดินเป็นไปอย่างคึกคัก ส่งผลราคาขายในปัจจุบันเทียบปลายปี 2559 ขยับขึ้นแล้วไม่ต่ำกว่า 20-30%
ไพสิฐ แก่นจันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาโครงการบนที่ดินติดชายหาดกว่า 100 ไร่ ใน จ.ระยอง เป็นรูปธรรมในปีนี้ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและฐานการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ
โดยจัดสรรงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 โครงการหลัก ได้แก่ โรงแรม 5 ดาว ขนาด 200 ห้อง ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาเลือกเชนโรงแรมระดับโลกจาก 3-4 บริษัท ที่จะเข้ามาบริหาร วางตำแหน่งทางการตลาดเป็นโรงแรมหรูที่สุดในระยอง มีพื้นที่การจัดประชุมขนาดใหญ่และทันสมัยเป็นจุดขาย เพื่อตอบสนองกลุ่มนักเดินทางเชิงธุรกิจในวันธรรมดา ที่จะเข้ามาพร้อมกับการลงทุนในอีอีซี ซึ่งขณะนี้ ในระยองมีโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่เป็นอินเตอร์เชนเพียงแห่งเดียว ขณะที่โรงงานในรัศมีใกล้เคียงมีนับหมื่นแห่ง มีความต้องการใช้ห้องพักและห้องประชุมสูงมากสวนทางกับอุปทานห้องพักในระดับมาตรฐานเชนต่างประเทศมีไม่เพียงพอรองรับ
“โรงแรมส่วนใหญ่ใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างรวมกว่า 4 ปี จากการพัฒนาขณะนี้ยังไม่เพียงพอต่อการเติบโตของเขตเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังสนับสนุนเต็มที่ จึงเป็นโอกาสของธุรกิจโรงแรมอย่างมาก ทั้งตลาดประชุมสัมมนาและตลาดท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันระยองเป็นจุดหมายที่ชาวยุโรปหนีความแออัดจากพัทยามาโซนนี้ค่อนข้างมาก"
ทั้งนี้ ระยอง มีจุดแข็งทั้งชายทะเลที่เงียบสงบ อาหารทะเลท้องถิ่น สวนผลไม้ที่เป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศหลายแห่ง
โครงการต่อมา จะพัฒนา “พูลวิลล่า” ประมาณ 40 ยูนิต ราคาตั้งแต่ 20-100 ล้านบาท เจาะลูกค้าชาวไทยและต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูง โดยใช้จุดเด่นของที่ดินติดชายหาด “ครึ่งกิโลเมตร” และลาดชันยกระดับจากชายหาดกว่า 20-50 เมตร ทำให้สร้างที่พักเห็นวิวทะเลได้เต็มที่ ปัจจุบันเหลือทำเลลักษณะนี้ให้พัฒนาน้อยมากแล้ว ในปีนี้จะสร้างบ้านตัวอย่างเพื่อเปิดจอง
ขณะที่โครงการสุดท้าย จะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมสำหรับพักอาศัย อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียด
สำหรับ ตลาดที่อยู่อาศัยในระยองเป็นอีกกลุ่มการลงทุนที่น่าสนใจ จากการสำรวจในเชิงประชากรศาสตร์พบว่าคนทำงานในโซนนิคมต่างๆ มาจากคนต่างถิ่น เช่น ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงชาวต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางถูกส่งมาประจำในพื้นที่ สะท้อนจากการขยายตัวของสนามบินอู่ตะเภาซึ่งมีเที่ยวบินข้ามภูมิภาค และต่างประเทศ ที่มีอัตราผู้โดยสารสูง อาทิ อู่ตะเภา-อุบลราชธานี เป็นต้น
ไพสิฐ กล่าวด้วยว่า วางโมเดลการพัฒนาโรงแรมเช่นเดียวกับ เชอราตัน หัวหิน มาใช้กับโรงแรมที่ระยอง ซึ่งปัจจุบันเป็นโรงแรมที่มีห้องประชุมขนาดใหญ่ที่สุดในหัวหิน ด้วยพื้นที่กว่า 900 ตร.ม.สูงกว่า 7.5 เมตร โดยไม่มีเสาคั่นกลาง ดังนั้นห้องประชุมที่ระยองจะมีทั้งขนาดและความทันสมัยใกล้เคียงกัน เพื่อเป็นศูนย์กลางเจาะตลาดไมซ์โดยเฉพาะ
ปีนี้ จะมีการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยนำโรงแรมเชอราตัน หัวหิน ขนาด 240 ห้อง เข้ามาระดมทุน เนื่องจากประเมินว่าเป็นโครงการที่มีรายได้มั่นคง หลังจากเปิดให้บริการต่อเนื่องมา 9 ปี จุดเด่นคือตั้งอยู่บนที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ขาดรวมกว่า 30 ไร่ ซึ่งปัจจุบันราคาถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่องถึงกว่าไร่ละ 30 ล้านบาท จึงน่าจะเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าและน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มาเป็นเจ้าของ
หลังจากนั้นอีกราว 3 ปีเมื่อโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท ขนาด 273 ห้อง ซึ่งเตรียมเปิดให้บริการต้นปี 2561 มีรายได้มั่นคง จะพิจารณานำเข้ากอง REIT ต่อไปเช่นกัน โดยเชื่อว่าการมีทำเลที่ตั้งโดดเด่นใกล้สถานีรถไฟฟ้านานา สะดวกต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการขออนุญาตทำทางเชื่อมต่อตรงจากรถไฟฟ้า
นอกจากนี้ การมีพื้นที่ค้าปลีกกว่า 3,000 ตร.ม.รวมถึงการเลือกแบรนด์ไฮแอท รีเจนซี่ ที่มีความโดดเด่นด้านการรองรับตลาดประชุมสัมมนา และการทำรายได้จากห้องอาหารและการจัดเลี้ยง จะช่วยเสริมให้เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตแข็งแกร่งเช่นกัน








