ต่างชาติลุยซื้อหุ้นไทย “ซีแอลเอสเอ” ประเมินดัชนีปีนี้ทะลุ 1,700 จุด มองการเมืองชัดเลือกตั้งเกิดหนุนการลงทุน
ซีแอลเอสเอ ประเมิน นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง หลังรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น ดันหุ้นไทยทะลุ 1,700 จุด มองความขัดแย้งต่างประเทศไม่น่ากังวล ด้านตลาดหลักทรัพย์ชี้ขณะนี้สัดส่วนการซื้อขายต่างชาติแตะ 28 %จากเดิม25%
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วง 6 เดือนข้างหน้ามีโอกาสจะทดสอบ 1,700 จุด โดยจะมาจากความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่กำหนดการเลือกตั้งของประเทศไทยมีความชัดเจน และในขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง
“ขณะนี้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับตัวดีขึ้น หลังจากที่ความชัดเจนการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ และมีกำหนดการเลือกตั้ง ทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นอนาคตของไทยที่ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลเงินให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ หากพิจารณาในปัจจัยพื้นฐานของไทยพบว่าเริ่มขยับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่เริ่มเห็นผลประกอบการฟื้นตัว และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ลดลง ซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานจะพบว่าหุ้นธนาคารมีราคาที่ถูกเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
ส่วนปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะความขัดแย้งทางการเมือง มองว่านักลงทุนได้จับตาสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด แต่ส่วนตัวยังไม่กังวลเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐนั้น เป็นสิ่งนักลงทุนได้รับรู้อยู่แล้ว
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร และ หัวหน้าสายงานการเงินและบริหารเงินลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า เหตุการณ์จะมีความยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งปัจจัยในไทยยังได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์การเมืองที่มีความชัดเจนเรื่องรัฐธรรมนูญที่เริ่มบังคับใช้แล้ว และทำให้กรอบเวลาต่างๆมีความชัดเจนมากขึ้น
หากพิจารณาความเคลื่อนไหวของต่างชาติที่ผ่านมา พบว่าหลังการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ นักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง ประกอบกับมูลค่าการซื้อขายต่อวันอยู่ที่1.43 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ 1.34 หมื่นล้านบาท ทำให้สัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติขึ้นมาอยู่ที่ 28.22% จากปีก่อนที่ 25.57% ความโดดเด่นของบริษัทจดทะเบียนไทยคือการมีรายได้จากธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน
ทั้งนี้ตลาดจึงจะเร่งการให้ข้อมูลกับต่างชาติในเรื่องการเติบโตของอาเซียน และบริษัทจดทะเบียนของไทยที่ได้รับผลดีของการเติบโตของอาเซียน
สำหรับภาวะตลาดหุ้นในเดือนมี.ค. ดัชนีหุ้นปิดที่ 1,575.11 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 2.08 %โดยมาจากการไหลเข้าของเงินทุนมาสู่ตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยในไตรมาสที่1 ปีนี้ต่างชาติซื้อสุทธิ 6,371 ล้านบาท ด้านมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.01 % จากสิ้นปี 2559 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเดือนมี.ค. อยู่ที่ 43,189 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.83 %
นายวิวัฒน์ เตชะพูลผล รองกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ทางเทคนิค บล. ทิสโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาประมาณ 2.3% เทียบกับการปรับตัวขึ้นโดยเฉลี่ยของตลาดหุ้นโลกที่อยู่ประมาณ 6%จึงมีโอกาสที่ Fund Flow จะไหลเข้าต่อเนื่องในเดือน เม.ย. นี้ หลังจากที่ต่างชาติซื้อสุทธิไปแล้ว 19,700 ล้านบาทในช่วงครึ่งหลังเดือน มี.ค.
“เราคาดต่างชาติยังคงเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท และหากดูสถิติย้อนหลัง 10 ปี ในเดือน เม.ย. มีโอกาสที่ ดัชนีจะแกว่งตัวขาขึ้นแต่จะมีโอกาสขึ้นอย่างจำกัดที่ 1,600 -1,605 จุด จากผลของการประกาศ XD ในเดือน เม.ย. - พ.ค. และคาดว่ากำไรกลุ่มแบงก์เติบโตขึ้นประมาณ 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างจะได้รับประโยชน์จากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และปัจจัยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวครึ่งหลังของปีนี้”









