ปีที่ผ่านมา ราชาทูน่าโลก “ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” ถือเป็นปีแห่งการซื้อและควบรวมกิจการ รุกการลงทุนครั้งใหญ่ ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท
มาในปีนี้ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า จะเป็นปีของการ “เก็บเกี่ยว” ผลประโยชน์ธุรกิจครบวงจร จากต้นน้ำในธุรกิจสัตว์น้ำ ไปจนถึงการเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้า และร้านอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง “ความเข้มแข็ง” ให้กับธุรกิจที่มีอยู่ในมือ
“ปีนี้จะเป็นปีที่ต้องติดตามการดำเนินงานธุรกิจในเครือ รวมไปถึงการผนึกกำลังผสมผสานจุดแข็งของธุรกิจที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพ และเป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุด” ธีรพงศ์ เผย
โดยยังคงตั้งเป้าหมายในเชิงรุก (Aggressive) ที่จะสร้างการเติบโตของธุรกิจ 10-15% ซึ่งประเมินว่า กิจการที่ได้ควบรวม และได้ซื้อมาอยู่ในเครือตอนนี้ สามารถสร้างรายได้ให้บริษัทแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือ ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท
นอกจาก อีกกลยุทธ์ที่จะดำเนินการในปีนี้คือ การสร้างรายได้ในระยะยาว จากหน่วย “ธุรกิจใหม่” ประกอบด้วย ธุรกิจ Marine Ingredients หรือการนำส่วนประกอบจากสัตว์ทะเลมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และสามารถใช้เป็นส่วนประกอบสินค้าต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นมผง เครื่องสำอาง อีกหน่วยธุรกิจ คือ Marine หรือหน่วยธุรกิจด้านอาหารทะเล และหน่วยธุรกิจตลาดเกิดใหม่ เช่น การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในตลาดตะวันออกกลาง และตลาดจีน
ในปัจจุบันไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มีกิจการกระจายอยู่ในสหรัฐ ยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าหมายจะผลักดันรายได้รวมแตะ 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.6 แสนล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์) ภายในปี2563 จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 1.35 แสนล้านบาท เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำของโลก จากนั้นในปี 2561 จะเริ่มเปิดวิสัยทัศน์และเป้าหมายองค์กรที่จะบรรลุให้ได้ภายในปี 2568 ต่อไป
ฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า จากการขยายตัวของตลาดฟู้ดเซอร์วิสที่มีมูลค่าตลาดรวมมากกว่าแสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกลุ่มอาหารทะเลมากกว่า50% และมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ10% ผนวกกับปัจจัยการขยายตัวของเทรนด์การบริโภคอาหารพร้อมปรุงพร้อมทาน
ส่งผลให้บริษัทมองเห็นโอกาสการขยายธุรกิจ โดยดึงความถนัด ความเชี่ยวชาญด้านอาหารทะเลของไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มาพัฒนาสินค้า “อาหารทะเลแช่แข็ง” โดยแตกแบรนด์ใหม่ “คิวเฟรช” ซึ่งถือเป็นแบรนด์อาหารทะเลแช่แข็งแบรนด์แรกของไทยยูเนี่ยนในรอบ40ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งองค์กร
“แนวโน้มการทานอาหารทะเลทั่วโลกยังดีอยู่ คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงมองว่าตลาดนี้ยังขยายตัวได้อีกมาก”
ทั้งนี้ ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายแบรนด์คิวเฟรช ในปีแรก อยู่ที่300ล้านบาท อัตราการเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ20 -30% ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้มียอดขายถึง1,000ล้านบาทภายในระยะเวลา5ปี โดยวางตำแหน่งทางการตลาดกลุ่มผู้บริโภคระดับบีขึ้นไป รวมถึงวางงบลงทุน และการตลาดแบรนด์คิวเฟรช ในเบื้องต้นอยู่ที่ 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวหนึ่งของการ “รุกออนไลน์” โดยจะวางช่องทางจำหน่ายแบรนด์คิวเฟรชทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (หน้าร้าน) ตั้งเป้าหมายจะมีสัดส่วนยอดขายมาจากออฟไลน์ 80% และออนไลน์20%หลังจากพิจารณาถึงโอกาสการสร้างยอดขายในอีคอมเมิร์ซ พบว่า ยังมีแนวโน้มขยายตัวอีกมาก จากมูลค่าตลาดรวมอีคอมเมิร์ซในปัจจุบันอยู่ที่2.5ล้านล้านบาท ประกอบกับพฤติกรรมการชอปปิงออนไลน์ของผู้บริโภคส่งผลให้บริษัทสนใจรุกตลาดนี้มากขึ้น รวมถึง ตั้งเป้าหมายยอดขายเจาะกลุ่มลูกค้าทั้งรูปแบบบีทูบี (ธุรกิจต่อธุรกิจ) สัดส่วน70%และบีทูซี (ธุรกิจต่อผู้บริโภค) สัดส่วน 30%









