ราคาน้ำมันดิบคาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในกรอบจำกัด หลังได้รับแรงหนุนจากข่าวการปรับลดกำลังการผลิตและการผลิตของลิเบียที่ปรับลดลง
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 48-53 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 49-54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ ( 3 - 7 เมย. 60)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หลังได้รับแรงหนุนจากข่าวการปรับลดกำลังผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคที่มีแนวโน้มปรับลดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียที่คาดจะปรับลดลงรวมทั้งสิ้นกว่า 250,000 บาร์เรลต่อวัน หลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบียต้องหยุดดำเนินการผลิตแหล่งน้ำมันดิบ El Sharara และ Wafa อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับปริมาณการผลิตน้ำมันในสหรัฐ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- ติดตามการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค โดยกลุ่มโอเปคยังคงเดินหน้าปรับลดการผลิตลงต่อเนื่อง นำโดยซาอุดิอาระเบียที่ยังคงปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่ได้ตกลงไว้เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน นอกจากนี้ อิรักและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปรับลดกำลังการผลิตมากขึ้น เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตน้ำมันดิบในเดือนที่ผ่านมา ในขณะที่ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคนั้น การปรับลดกำลังการผลิตมีแนวโน้มเป็นไปตามข้อตกลง หลังรัสเซียคาดจะปรับลดกำลังการผลิตได้ 300,000 บาร์เรลต่อวัน ตามข้อตกลงภายในสิ้นเดือน เม.ย. นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคกะขยายระยะเวลาการปรับลดกำลังการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 หลังปริมาณน้ำมันคงคลังโลกยังคงสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย 5 ปี อย่างไรก็ตาม กลุ่มโอเปคจะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคด้วยเช่นกัน
- จับตาปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของลิเบีย หลังเกิดสถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศในพื้นที่ฝั่งตะวันตก ส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบีย (NOC) ต้องหยุดดำเนินการผลิตและประกาศฉุกเฉิน (Force Majeure) ในแหล่งน้ำมันดิบ El Sharara และ Wafa ทำให้กำลังการผลิตของลิเบียปรับลดลงกว่า 250,000 บาร์เรลต่อวัน จากเดิมที่กำลังการผลิตระดับ 700,000 บาร์เรลต่อวัน และยังไม่มีกำหนดที่ชัดเจนว่าจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้เมื่อใด
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังปริมาณการนำเข้าและการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อัตราการเพิ่มขึ้นคาดจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงหลังโรงกลั่นน้ำมันกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุงและเพิ่มกำลังการกลั่นสูงขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลขับขี่ โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง สำหรับสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 24 มี.ค. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 800,000 บาร์เรล มาสู่ระดับ 534 ล้านบาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรล เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นกว่า 4 แสนบาร์เรลต่อวันจากสัปดาห์ก่อนหน้า
- การผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ เพิ่มปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้นมาใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตน้ำมันดิบของผู้ผลิตในชั้นหินดินดานที่ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย Baker Hughes รายงานปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. ปรับเพิ่มขึ้น 10 แท่น มาอยู่ที่ระดับ 662 แท่น ซึ่งนับเป็นการปรับเพิ่มขึ้น 11 สัปดาห์ติดต่อกันและเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 2 ปี
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีการผลิตจีน ดัชนีการผลิตยูโรโซนและสหรัฐ ดัชนีภาคการบริการจีน ดัชนีการผลิตยูโรโซนและสหรัฐ อัตราการว่างงานยูโรโซน
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (27 - 31 มี.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 2.63 ดอลลาร์ มาอยู่ที่ 50.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 2.03 ดอลลาร์ อยู่ที่ 52.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบ ปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังปริมาณการผลิตของผู้ผลิตกลุ่มโอเปคคาดว่าจะปรับลดลงในเดือนมี.ค. ราว 232,000 บาร์เรลต่อวัน จากข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้ง 11 ประเทศ ขณะที่กำลังการผลิตของลิเบียปรับตัวลดลงเช่นกัน เนื่องจากกลุ่มติดอาวุธในลิเบียปิดกั้นการผลิตที่แหล่งผลิตน้ำมันดิบ Sharara และ Wafa ส่งผลให้กำลังการผลิตปรับลดลงราว 252,000 บาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงกดดันจากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง









